เชื่อว่าหลายคนรู้จัก พืชชนิดนี้เป็นอย่างดี สำหรับ ใบหูเสือ หรือที่บางคนอาจเรียกว่า หูเสือ หรือ ผักหูเสือ สมุนไพรพื้นบ้านที่แม้จะดูธรรมดา แต่ซ่อนพลังไว้เพียบ ทั้งช่วยขับลม บรรเทาหวัด ลดอักเสบ แถมยังปลูกง่าย กินง่าย และไม่ต้องพึ่งสารเคมีเลย

ใบหูเสือ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Plectranthus amboinicus หรือ Coleus amboinicus) เป็นพืชล้มลุกในวงศ์เดียวกับกะเพราและโหระพา มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียและแอฟริกา ลักษณะเด่นคือใบหนา อวบน้ำ มีขนนุ่ม กลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัวแบบสมุนไพร บางคนว่าเหมือนกลิ่นออริกาโนแบบไทย ๆ ลำต้น ค่อนข้างอวบ อวบน้ำ มักทอดเลื้อยหรือตั้งเป็นพุ่มเตี้ยๆ
ด้วยกลิ่นที่หอมฉุนและรสชาติเผ็ดร้อนเล็กน้อย ทำให้ใบหูเสือนิยมนำมาเป็นผักแกล้มกับอาหารรสจัด เช่น ลาบ น้ำตก หรือใส่ในเมนูต่างๆ เพื่อเพิ่มความหอมและดับกลิ่นคาว
ประโยชน์ของใบหูเสือ
แก้หวัด คัดจมูก: นี่คือสรรพคุณที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักกันดี! น้ำมันหอมระเหยในใบหูเสือ มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก ทำให้หายใจโล่งขึ้นได้ดีมาก เพียงแค่ขยี้ใบแล้วดม หรือนำมาตำพอกบริเวณกระหม่อมหรือหน้าผาก ก็ช่วยได้แล้ว
ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ: ใบหูเสือมีรสเผ็ดร้อน ช่วยกระตุ้นการขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ลดอาการแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
แก้ไอ เจ็บคอ: มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรัง เจ็บคอ และลดเสมหะได้ นิยมนำใบมาต้มน้ำดื่ม หรือนำไปสับกับหมูทำเป็นแกงจืด
แก้ปวดหู หูน้ำหนวก: ในตำราแพทย์พื้นบ้านบางแห่ง ใช้น้ำคั้นจากใบสดมาหยอดหูเพื่อแก้ปวดหู แก้ฝีในหู หรือหูน้ำหนวกได้ (ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้วิธีนี้)
ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ: งานวิจัยสมัยใหม่บางส่วนเริ่มพบว่า ใบหูเสือมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้
บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร: เชื่อว่าช่วยบำรุงร่างกายโดยรวม ทำให้เจริญอาหารมากขึ้น
ดับกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ: การเคี้ยวใบหูเสือสดๆ สามารถช่วยดับกลิ่นปากและมีส่วนช่วยป้องกันฟันผุได้
ข้อควรระวังของใบหูเสือ
สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานใบหูเสือ หรือผลิตภัณฑ์จากใบหูเสือในปริมาณมาก
ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว: หากคุณมีโรคประจำตัวใดๆ หรือกำลังรับประทานยาอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน การใช้ใบหูเสือเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด หรือส่งผลต่อสภาวะโรคได้
ปริมาณการบริโภค: การบริโภคในปริมาณที่ใช้เป็นผักแกล้มทั่วไปมักไม่เป็นปัญหา แต่หากต้องการใช้เพื่อการรักษาโรค ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะสม