วันเข้าพรรษา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานอยู่ประจำ ณ สถานที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝนเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยได้บัญญัติไว้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "จำพรรษา" (พรรษา หมายถึง ฤดูฝน ส่วน จำ หมายถึง พักอยู่) ข้อปฏิบัตินี้สำหรับพระสงฆ์โดยตรงและไม่สามารถละเว้นได้
การเข้าพรรษาตามปกติจะเริ่มต้นตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง หากมีเดือน 8 สองหน) และจะสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา โดยในปี พ.ศ. 2569 นี้ วันเข้าพรรษาตรงกับวันที่ 30 กรกฎาคม
วันเข้าพรรษาหรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ได้รับการสืบทอดเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาพุทธของประเทศไทยมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยพุทธศาสนิกชนชาวไทย รวมถึงพระมหากษัตริย์และบุคคลทั่วไป ได้ถือปฏิบัติและร่วมทำบุญในวันดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์จำพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนนั้น เพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักจากการจาริกเผยแผ่พระศาสนา ซึ่งจะกระทำได้ยากลำบากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำพรรษาตลอด 3 เดือนนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่พระสงฆ์จะได้มารวมกันภายในอาวาสเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ผู้ทรงความรู้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์
นอกจากนี้ ในวันเข้าพรรษาและตลอดช่วงฤดูพรรษากาล พุทธศาสนิกชนชาวไทยยังถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้บำเพ็ญกุศลด้วยการเข้าวัดทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา และในวันเริ่มต้นพรรษา จะมีการถวายหลอดไฟหรือเทียนเข้าพรรษา รวมถึงผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าวัสสิกสาฏก) แด่พระสงฆ์ เพื่อใช้ตลอดการอยู่จำพรรษา ในอดีต ชายไทยที่อายุครบบวช (20 ปี) มักนิยมบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เพื่ออยู่จำพรรษาตลอด 3 เดือน ซึ่งเรียกว่า "บวชเอาพรรษา"
ที่สำคัญ เมื่อปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" และในปีถัดมายังได้ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วราชอาณาจักรในวันดังกล่าว เพื่อรณรงค์ให้ชาวไทยตั้งสัจจะอธิษฐานงดการดื่มสุราในวันเข้าพรรษาและตลอดช่วง 3 เดือนของฤดูเข้าพรรษา ซึ่งเป็นการส่งเสริมค่านิยมที่ดีงามให้แก่สังคมไทย
ความสำคัญของวันเข้าพรรษา มีหลายประการ อาทิ เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่ทำนา การกำหนดให้พระสงฆ์หยุดการจาริกจึงช่วยป้องกันความเสียหายต่อพืชผลและสัตว์เล็กๆ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้พระสงฆ์ได้หยุดพักผ่อนหลังจากจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนามานานหลายเดือน และเป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย รวมถึงเตรียมการสั่งสอนประชาชนเมื่อถึงวันออกพรรษา
ยิ่งไปกว่านั้น วันเข้าพรรษายังเป็นโอกาสอันดีในการอบรมสั่งสอนและบวชให้แก่กุลบุตรผู้มีอายุครบบวช ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป ขณะเดียวกัน พุทธศาสนิกชนก็ได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น ทำบุญตักบาตร หล่อเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอบายมุข และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดช่วงเวลาเข้าพรรษาอีกด้วย
แม้ว่าการเข้าพรรษาจะเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุโดยตรงที่ไม่สามารถละเว้นได้ แต่ในบางกรณีจำเป็น พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษาออกจากสถานที่จำพรรษาเพื่อไปค้างแรมที่อื่นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษา ซึ่งเรียกว่า "สัตตาหกรณีย" โดยจะต้องกลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน เหตุจำเป็นเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพระศาสนา หรือการอุปัฏฐานบิดามารดา อาทิ การไปรักษาพยาบาล หรือหาอาหารให้ภิกษุ สหธรรมิก หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย การไประงับภิกษุสามเณรที่ต้องการลาสิกขา การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิ หรือการทำสังฆกรรม รวมถึงกรณีที่ทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็สามารถไปให้ทาน รับศีล ฟังเทศนาธรรมได้ แต่หากโยมไม่นิมนต์จะไม่สามารถไปค้างแรมได้
ทั้งนี้ หากพระสงฆ์ออกจากอาวาสแม้โดยสัตตาหกรณียะแล้วล่วงกำหนด 7 วันตามพระวินัย จะถือว่าขาดพรรษาและเป็นอาบัติทุกกฎ แต่หากกลับมาตามกำหนดเวลา จะไม่ถือว่าเป็นอาบัติและสามารถกลับมาจำพรรษาต่อเนื่องได้ หากมีเหตุจำเป็นต้องออกจากที่จำพรรษาอีก ก็สามารถกระทำได้โดยสัตตาหกรณียะและต้องกลับมาภายใน 7 วัน เพื่อมิให้ขาดพรรษาและไม่เป็นอาบัติ
สำหรับพุทธศาสนิกชน สามารถร่วมกิจกรรมสำคัญในวันเข้าพรรษาได้หลายประการ อาทิ ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษาและถวายเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝนและจตุปัจจัยแก่ภิกษุสามเณร ร่วมทำบุญตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล และอธิษฐานงดเว้นอบายมุขต่างๆ เพื่อสร้างบุญกุศลและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต