ความหมายและที่มาของบทสวด นะโมตัสสะ ทำไมต้องตั้ง 3 จบก่อนสวดบทอื่น
ความหมายและที่มาของบทสวด นะโมตัสสะ ทำไมต้องตั้ง 3 จบก่อนสวดบทอื่น
ศรัทธา - ความเชื่อ

ความหมายและที่มาของบทสวด นะโมตัสสะ ทำไมต้องตั้ง 3 จบก่อนสวดบทอื่น

ฟังข่าวนี้

หลายคนน่าจะคุ้นหูกับเสียงขึ้นต้นว่า “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” ไม่ว่าจะเป็นการไปทำบุญ รับศีล ฟังพระสวด หรือสวดมนต์อยู่ที่บ้าน โดยชาวพุทธไทยส่วนใหญ่มักกล่าวบทสวดนี้ซ้ำ 3 จบ ก่อนเข้าสู่บทสวดหลัก จนกลายเป็นธรรมเนียมและแบบแผนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างคุ้นเคย แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า เหตุใดจึงต้องกล่าว “นะโม” ถึง 3 จบ และบทสวดสั้น ๆ นี้มีความหมายและความสำคัญอย่างไรในทางพระพุทธศาสนา

นะโมตัสสะแปลว่าอะไร

เมื่อนำคำทั้งหมดมาแปลรวมกัน จะมีความหมายว่า “ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง” เป็นการกล่าวถึงพระพุทธคุณสำคัญ พร้อมแสดงความเคารพจากผู้สวด

นะโม หมายถึง ความนอบน้อม การนมัสการ หรือขอความนอบน้อมจงมี

ตัสสะ หมายถึง แด่พระองค์นั้น

ภะคะวะโต หมายถึง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้จำแนกและแสดงธรรม

อะระหะโต หมายถึง แด่พระอรหันต์ ผู้ไกลจากกิเลสและควรแก่การบูชา

สัมมาสัมพุทธัสสะ หมายถึง แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง

บทนี้จึงไม่ใช่คำอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล แต่เป็นถ้อยคำประกาศความเคารพและการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ได้แก่ ความบริสุทธิ์จากกิเลสและพระปัญญาในการตรัสรู้

การ “ตั้งนะโม” คือการกล่าวบทนมัสการพระพุทธเจ้าก่อนเข้าสู่บทสวดหรือพิธีหลัก ทำหน้าที่เสมือนคำเปิดที่เตือนให้ผู้ร่วมพิธีวางเรื่องอื่นลงก่อน แล้วตั้งใจน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณ จึงพบได้บ่อยก่อนการสมาทานศีล ฟังเทศน์ เจริญพระพุทธมนต์ และประกอบพิธีทางพุทธศาสนา

ส่วนเหตุที่นิยมกล่าว 3 จบ มีคำอธิบายตามธรรมเนียมหลายแนว เช่น ให้สอดคล้องกับการแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือเป็นการน้อมกาย วาจา และใจให้พร้อม บางคำอธิบายมองว่าการกล่าวซ้ำช่วยย้ำความหมายและทำให้จิตตั้งมั่นมากกว่าการกล่าวเพียงครั้งเดียว

หลักฐานในคัมภีร์และแบบแผนการสวดมนต์เถรวาทยังแสดงให้เห็นการกล่าวข้อความนอบน้อมนี้ 3 ครั้งมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดี ไม่ควรสรุปว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นกฎตายตัวว่า บทสวดทุกบท ต้องเริ่มด้วยนะโม 3 จบ มิฉะนั้นบทสวดจะใช้ไม่ได้ เพราะลำดับพิธีอาจแตกต่างกันตามวัด สำนัก และโอกาส

โดยเว็บไซต์ trueplookpanya เปิดเผยว่า บทสวดนมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต

"ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น"

อะระหะโต

"ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส"

สัมมาสัมพุทธัสสะ

"ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง"

(3 รอบ)

ความเป็นมาและความสำคัญ ของบทสวดนมัสการพระพุทธเจ้า

ในการสวดมนต์บทนมัสการพระพุทธเจ้า หรือบท​นะโมตัสสะ มักจะถูกยกขึ้นเป็นปฐมพจน์ของการสวดมนต์ เรียกว่า เป็นคำแรกที่เราจะกล่าวถึงพระพุทธเจ้าก่อนคำใด ๆ

โดยมีการอ้างถึงหลากหลายที่มา ดังนี้

ที่มาแรก

ในหนังสือฎีกานะโม

อ้างว่า เทพเจ้า ๕ องค์ คือ สาตาคิรียักษ์ อสุรินทร์ราหู ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะ ท้าวมหาพรหม เป็นผู้กล่าว นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ เป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนา โดย

- สาตาคิรียักษ์ เป็นผู้กล่าวคำว่า นะโม

- อสุรินทร์ราหู เป็นผู้กล่าวคำว่า ตัสส

- ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ เป็นผู้กล่าวคำว่า ภะคะวะโต (กล่าวพร้อมกันทั้ง ๔ องค์)

- ท้าวสักกะจอมเทพ คือ พระอินทร์เป็นผู้กล่าวคำว่า อะระหะโต

- ท้าวมหาพรหม ผู้เป็นใหญ่ในพรหมโลกเป็นผู้กล่าวคำว่า สัมมาสัมพุทธัสสะ

เหตุที่กล่าวก็เพื่อแสดงความนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่มาที่สอง

พระเทพวิสุทธิเวที วัดมหาพฤฒาราม ให้ข้อสังเกตในหนังสือนโมเทศนาและชัยมงคลเทศนาว่า ตามที่ฎีกานะโม ระบุว่าเทพ ๕ องค์เป็นผู้กล่าวนะโมเป็นคนแรกนั้น ไม่ได้ระบุหลักฐานว่านำมาจากคัมภีร์หรือพระสูตรอะไร และกล่าวที่ไหน เมื่อไร จึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ และสันนิษฐานว่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า น่าจะเป็นผู้ทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง โดยทรงบัญญัติบทว่า นะโม นี้ พร้อมกับบท ไตรสรณคมน์ (พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ฯเปฯ) ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ในคราวทรงอนุญาตให้พระอรหันต์สาวกเป็นอุปัชฌาย์ในครั้งแรก เพื่อให้ทำการบวชกุลบุตรเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้ ด้วยอุปสมบทวิธี คือ ติสรณคมนูปสัมปทา ในคราวเริ่มประกาศพระพุทธศาสนาครั้งแรก

ที่มาที่สาม

หนังสือธรรมะในพระพุทธมนต์ โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย

มีเหตุการณ์การใช้คำว่า นะโม ดังนี้

- พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กล่าวธรรมเจติยปริยาย แสดงความเลื่อมใสแล้วเปล่งอุทานว่า นะโม

- พรหมายุพราหมณ์อยู่ ณ เมืองตักศิลา ฟังคำสรรเสริญพระพุทธคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ส่งอุตตรมาณพศิษย์ผู้ใหญ่ให้ไปสืบดูให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าทรงคุณธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงดังคำร่ำลือหรือไม่ เมื่ออุตตรมาณพสืบได้ความจริง แล้วกลับมาเล่าให้ฟัง พรหมยุพราหมณ์ก็เกิดความเลื่อมใส ทันใดนั้นลุกจากอาสนะทำผ้าห่มเฉวียงบ่าประนมมือหันไปสู่ทิศที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่เปล่งวาจาว่า นะโม

- นางธนัญชานีพราหมณ์ผู้เป็นโสดาบัน ในวันที่เลี้ยงพราหมณ์ พราหมณ์ผู้สามีขอให้งดกล่าวคำว่า นะโม นั้นเสีย นางยกภาชนะใส่ข้าวก้าวเท้าพลาดล้มลงและตกใจอุท่านว่า นะโม

อานิสงส์การสวดบทนมัสการพระพุทธเจ้า

1. น้อมใจจนให้เกิดความกตัญญูกตเวที รู้อุปการคุณที่พระพุทธเจ้ามีต่อตน ให้รู้สึกว่าตนได้ดิบได้ดี อยู่เย็นเป็นสุข ไกลทุกข์เดือดร้อน ก็เพราะมีพระพุทธเจ้าสอนไว้ ให้มีใจปฏิบัติตาม

2. ให้รู้สึกว่าได้คบหาสมาคมกับพระพุทธเจ้าด้วยใจ มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของใจ นึกถึงพระพุทธเจ้าครั้งใด พระพุทธเจ้าก็ปรากฏที่ใจทุกครั้ง

3. ให้การปฏิบัตินั้นสำเร็จเป็นปฏิบัติตามพระพุทธองค์ ย่อมได้เป็นผู้เบิกบาน หายงมงาย ชนเหล่าใดระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดมบรมศาสดา ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ