เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 สถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ประเทศเนปาลยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต โดยข้อมูลล่าสุด (วันที่ 27 ส.ค. 69) บรรยากาศที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล เต็มไปด้วยรถพยาบาลที่ทยอยนำผู้ได้รับบาดเจ็บจากพื้นที่ประสบภัยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ญาติของผู้สูญหายจำนวนมากเดินทางมายังโรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบรายชื่อและติดตามข้อมูลของบุคคลในครอบครัว
ตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่กู้ภัย หน่วยงานความมั่นคง และอาสาสมัคร ยังคงระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยนายบาเลนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล เปิดเผยว่า ทางการได้ส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 13,000 นาย ลงพื้นที่ประสบภัย เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ได้แล้วมากกว่า 500 คน พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์รักษาพยาบาลและนำอุปกรณ์จำเป็นเข้าไปสนับสนุนการดำรงชีวิตของผู้รอดชีวิต ทั้งเต็นท์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานและการสื่อสารได้ท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉิน
ด้านตำรวจเนปาลยืนยันว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่สามารถค้นพบร่างในฝั่งเนปาล เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 389 รายขณะที่หน่วยงานการท่องเที่ยวเนปาลรายงานว่า ยังมีผู้สูญหายอย่างน้อย 667 คน โดยในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติถึง 540 คน จาก 31 ประเทศ
กลุ่มผู้สูญหายชาวต่างชาติที่มีจำนวนมาก ได้แก่ พลเมืองอินเดีย 178 คน สหรัฐอเมริกา 65 คน ยูเครน 53 คน มาเลเซีย 51 คน ออสเตรเลีย 35 คน และสหราชอาณาจักร 33 คน ท่ามกลางความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือจากนานาชาติเริ่มทยอยเข้าสู่เนปาลเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยและบรรเทาผลกระทบ โดยอินเดียได้ส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ชุดที่ 2 น้ำหนักรวม 50 ตัน เข้าไปยังเนปาล ขณะที่เกาหลีใต้ส่งทีมเจ้าหน้าที่เดินทางถึงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ส่วนสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งความช่วยเหลือไปยังเนปาลเช่นกัน เพื่อร่วมสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้
ขณะที่ฝั่งทิเบตของจีน ทางการจีนยังคงส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเครื่องจักรหนักเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือประชาชน โดยการปฏิบัติงานยังเผชิญอุปสรรคด้านเส้นทางสัญจรในหลายพื้นที่ หลังเกิดดินโคลนถล่มและมีมวลดินโคลนสูงมากกว่า 1.5 เมตร ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก
สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนรายงานว่า ฝั่งทิเบตมีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติอย่างน้อย 3 คน และยังมีผู้สูญหายอย่างน้อย 558 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติอย่างน้อย 260 คน โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างในพื้นที่
นอกจากการค้นหาและกู้ภัยแล้ว ทางการจีนยังเพิ่มระดับการเฝ้าระวังความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากทะเลสาบในเมืองจี๋หรง ซึ่งตั้งอยู่เหนือพื้นที่เกิดดินถล่ม เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดสถานการณ์น้ำเอ่อล้นหรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านล่างเพิ่มเติม
ขณะที่ทางการเนปาลเองก็เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังภัยซ้ำเช่นกัน หลังหน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมและพบว่า แม่น้ำบางสายถูกดินและมวลวัสดุปิดกั้นบริเวณพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา จนทำให้เกิดแหล่งน้ำลักษณะคล้ายทะเลสาบขึ้น
เจ้าหน้าที่ประเมินว่า ระดับน้ำในทะเลสาบดังกล่าวกำลังเพิ่มสูงขึ้นและอาจมีความเสี่ยงที่แนวกั้นจะพังทลาย จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำในช่วงเวลานี้ เพื่อป้องกันอันตรายหากเกิดน้ำทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่าง
ด้าน ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และที่ปรึกษา 30x30 Thailand Coalition เครือข่ายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย กล่าวว่า หลายประเทศในบริเวณเทือกเขาหิมาลัยตระหนักถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว และมีการติดตามสำรวจพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ดร.เพชร ระบุว่า ปัจจัยจากภาวะโลกร้อนอาจเข้ามาเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอาจทำให้ภัยธรรมชาติบางรูปแบบเกิดขึ้นได้ยากต่อการคาดการณ์ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่ภัยพิบัติขนาดใหญ่ในอนาคต