เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ทางการญี่ปุ่นยังคงระดมกำลังเจ้าหน้าที่เดินหน้าปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ในจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย และคาดว่าตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกหลายราย ขณะที่พื้นที่ประสบภัยยังคงเผชิญอาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 100 ครั้ง ส่งผลให้หลายพื้นที่ไฟฟ้าดับและประชาชนอีกหลายหมื่นครัวเรือนไม่มีน้ำประปาใช้
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักคือ ห้างสรรพสินค้าอิออน มอลล์ ในเมืองคาชิมะ ซึ่งเกิดเหตุระเบิดประมาณ 1 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหว ทำให้โครงสร้างอาคารบางส่วนพังถล่ม เบื้องต้นยืนยันผู้เสียชีวิต 3 ราย และยังมีพนักงานสูญหายอีก 3 ราย โดยขณะเกิดเหตุมีพนักงานปฏิบัติงานอยู่ภายในห้างราว 2,700 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิด
อีกจุดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ โรงงานผลิตกระดาษในเมืองยัตสึชิโระ หลังปล่องควันขนาดใหญ่พังถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย และสูญหายอีก 4 ราย โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร แม้ต้องปฏิบัติงานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด
ด้านกองทัพญี่ปุ่นได้ส่งกำลังพลลงพื้นที่สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ ทั้งการแจกจ่ายน้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น และลำเลียงเครื่องปรับอากาศกว่า 300 เครื่องไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว หลังมีประชาชนมากกว่า 9,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังเตือนทั้งประชาชนและทีมกู้ภัยให้เฝ้าระวังโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก หลังอุณหภูมิในพื้นที่สูงถึง 35 องศาเซลเซียส
นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 20 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหว แต่ยังมีผู้ประสบภัยจำนวนมากที่รอความช่วยเหลือ โดยขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กว่า 4,600 นาย ลงพื้นที่เพื่อเร่งปฏิบัติภารกิจกู้ภัยอย่างเต็มกำลัง
ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 22.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นของคืนที่ผ่านมา ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ในจังหวัดคุมาโมโตะอีกครั้ง แม้ไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่
ขณะที่สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังแผ่นดินไหวรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันข้างหน้า หรือภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจมีความรุนแรงสูงสุดถึงระดับ 7 รวมทั้งขอให้ติดตามความเสี่ยงจากดินถล่มในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด