ชัดเจน! ซาอุดีอาระเบีย ประกาศจุดยืน ปมสงครามอิหร่าน
ข่าวต่างประเทศ

ชัดเจน! ซาอุดีอาระเบีย ประกาศจุดยืน ปมสงครามอิหร่าน

วันที่ 27 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ New York Times ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย ได้ผลักดันให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยมองว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลของเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายว่าความขัดแย้งอาจบานปลายและกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

แหล่งข่าวระบุว่า ในการสนทนาหลายครั้งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ดได้สื่อสารกับทรัมป์ว่าควรทำลายรัฐบาลสายแข็งของอิหร่าน โดยให้เหตุผลว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามระยะยาวต่ออ่าวเปอร์เซีย และจะยุติภัยคุกคามได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลปัจจุบันถูกโค่นล้ม

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ก็มีมุมมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามระยะยาวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอิสราเอลอาจยอมรับสถานการณ์ที่อิหร่านกลายเป็นรัฐล้มเหลวได้ หากไม่สามารถคุกคามอิสราเอลอีกต่อไป แตกต่างจากซาอุดีอาระเบียที่เห็นว่ารัฐอิหร่านที่ล้มเหลวจะยิ่งเป็นภัยด้านความมั่นคงโดยตรง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า หากสงครามยืดเยื้อ อิหร่านอาจโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียรุนแรงขึ้น และสหรัฐฯ อาจติดอยู่ในสงครามที่ไม่มีจุดจบ ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธตอบโต้ของอิหร่านได้สร้างความปั่นป่วนต่อราคาน้ำมันโลกแล้ว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลซาอุดีอาระเบียปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ดต้องการให้สงครามยืดเยื้อ โดยออกแถลงการณ์ว่า “ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งนี้อย่างสันติมาโดยตลอด แม้กระทั่งก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้นขึ้น เจ้าหน้าที่ยังคงติดต่ออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ และความมุ่งมั่นของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง”

รัฐบาลยังระบุเพิ่มเติมว่า ความกังวลหลักของเราในวันนี้คือการปกป้องตนเองจากการโจมตีประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของเราในแต่ละวัน อิหร่านเลือกที่จะใช้กลยุทธ์เสี่ยงอันตรายมากกว่าการแก้ปัญหาทางการทูตอย่างจริงจัง ซึ่งส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีใครได้รับผลกระทบมากไปกว่าอิหร่านเอง

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า แม้ทรัมป์จะเปิดกว้างต่อแนวคิดยุติสงคราม แต่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดมองว่านั่นเป็นความผิดพลาด และเสนอให้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพื่อบั่นทอนอำนาจรัฐบาลในกรุงเตหะราน

บทความดังกล่าวอ้างอิงการสัมภาษณ์บุคคลที่ได้สนทนากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และผู้ที่รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลก โดยไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากความอ่อนไหวของข้อมูล

รายงานยังระบุว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ดได้รับความไว้วางใจจากทรัมป์และเคยมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ มาก่อน โดยเคยเสนอแนวคิดให้สหรัฐฯ ส่งกองกำลังเข้ายึดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพื่อขับไล่รัฐบาลออกจากอำนาจ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ได้พิจารณาปฏิบัติการยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน โดยอาจใช้กำลังทางอากาศหรือปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกของนาวิกโยธิน ซึ่งถูกมองว่าเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดสนับสนุนการปฏิบัติการภาคพื้นดิน

มุมมองของซาอุดีอาระเบียต่อสงครามยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยเศรษฐกิจอย่างมาก หลังการตอบโต้ของอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น กระทบต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต ซึ่งต้องพึ่งพาเส้นทางดังกล่าว แม้จะมีท่อส่งน้ำมันทางเลือก แต่ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

นักวิเคราะห์ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียกังวลว่าหากสหรัฐฯ ถอนตัวกลางคัน ประเทศในภูมิภาคจะต้องเผชิญอิหร่านที่โกรธแค้นเพียงลำพัง และการโจมตีที่ไม่จบสิ้นอาจเปิดโอกาสให้อิหร่านใช้การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันซ้ำ ๆ

เหตุการณ์โจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในปี 2019 ซึ่งทำให้กำลังการผลิตลดลงครึ่งหนึ่งชั่วคราว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียทบทวนแนวทางนโยบาย ก่อนจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านในปี 2023 เนื่องจากตระหนักว่าการพึ่งพาการคุ้มครองจากสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม หลังทรัมป์ตัดสินใจทำสงคราม อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากใส่ประเทศในภูมิภาค ทำให้ความพยายามสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่ผ่านมาได้รับผลกระทบหนัก ซาอุดีอาระเบียต้องใช้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธแพทริออตป้องกันแหล่งน้ำมันและเมืองสำคัญ แม้ระบบดังกล่าวมีจำนวนจำกัด

นักวิเคราะห์ข่าวกรองบางส่วนเชื่อว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ดอาจมองสงครามเป็นโอกาสเพิ่มอิทธิพลของซาอุดีอาระเบียในตะวันออกกลาง และเชื่อว่าประเทศสามารถป้องกันตนเองได้ แม้ความขัดแย้งจะดำเนินต่อไป

ระหว่างการหารือ ทรัมป์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้นำซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว แต่เจ้าหน้าที่และนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายไม่เชื่อว่าตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวได้รวดเร็ว เนื่องจากเส้นทางขนส่งทางบกไม่สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

แม้ซาอุดีอาระเบียจะมีความพร้อมมากกว่าหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย แต่หากเส้นทางเดินเรือไม่กลับมาเปิดใช้งานในเร็ววัน ประเทศก็อาจเผชิญผลกระทบรุนแรง

ก่อนเกิดสงคราม ซาอุดีอาระเบียเองก็เผชิญแรงกดดันทางการเงินจากโครงการพัฒนาและการลงทุนขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องหลายปี สงครามที่ยืดเยื้อจึงเสี่ยงกระทบต่อเป้าหมายสำคัญของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซึ่งขึ้นอยู่กับการสร้างความมั่นคงเพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ.