เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นางอำนวยพร มณีวรรณ์ หรือ ทนายกุ้ง พร้อมด้วย น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ออยศรีและผองเผือก เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา และนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ก๊อต โดยทนายกุ้งได้รับมอบอำนาจจากช่างเอ๋ให้ยื่นคัดค้านการประกันตัวทั้งสองสามีภรรยา ขณะที่ออยศรียื่นคัดค้านการประกันตัวเฉพาะบุ๋ม ปนัดดา พร้อมเปิดเผยเหตุผลว่าเกรงว่าหากทั้งคู่ได้รับการประกันตัว อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องในคดี นอกจากนี้ ออยศรียังเผยว่า ก่อนเข้าแจ้งความเคยมีบุคคลติดต่อขอเจรจาให้ชะลอการดำเนินคดี แต่ตนปฏิเสธและยืนยันเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมาย พร้อมฝากประโยคเด็ดถึงกรณีการใช้น้ำตาว่า บางครั้งน้ำตาก็ไม่ได้ช่วยได้ ถ้าคุณใช้กับผิดคน
เมื่อเวลา 14.14 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นางอำนวยพร มณีวรรณ์ หรือ ทนายกุ้ง พร้อมด้วย น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ออยศรีและผองเผือก และผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา และนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ก๊อต โดยทนายกุ้งได้รับมอบอำนาจจากช่างเอ๋ให้ดำเนินการคัดค้านการประกันตัวทั้งบุ๋มและก๊อต ส่วนออยศรีเป็นผู้ยื่นคัดค้านการประกันตัวบุ๋ม ปนัดดาเพียงคนเดียว

ทนายกุ้งเปิดเผยว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นไปตามการมอบอำนาจจากช่างเอ๋ ซึ่งต้องการคัดค้านการประกันตัวบุ๋ม ปนัดดาและก๊อต ผู้เป็นสามี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บุ๋มได้เข้าแจ้งความช่างเอ๋และก๊อตในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ก่อนหน้านี้ช่างเอ๋เคยเข้าให้ข้อมูลกับตำรวจเกี่ยวกับคดีฟอกเงินและคดีฉ้อโกงประชาชน จึงเกิดความกังวลว่าหากบุ๋มและก๊อตได้รับการประกันตัว อาจมีโอกาสเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือดำเนินการบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อพยานในคดี
นอกจากนี้ ช่างเอ๋ยังรู้สึกหวาดกลัวว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเป็นเพื่อนและมีความสนิทคุ้นเคยกับบุ๋มและก๊อต อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่นำพยานหลักฐานไปมอบให้ตำรวจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของคดี จึงกังวลว่าอีกฝ่ายอาจไม่พอใจหรือเกิดความโกรธแค้นจากการที่ตนเข้ามาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจลุกลามไปถึงความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ทนายกุ้งยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ช่างเอ๋ยังไม่เคยถูกข่มขู่โดยตรง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังและมีความกังวลมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ในอดีตที่เคยมีต่อกัน การยื่นคัดค้านประกันตัวจึงเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อพยานหรือพยานหลักฐานในอนาคต
ส่วนกรณีที่ช่างเอ๋ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและฉ้อโกงประชาชนนั้น ทนายกุ้งระบุว่า ช่างเอ๋ได้ส่งมอบพยานหลักฐานให้ตำรวจครบถ้วนแล้ว ทั้งข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ หลักฐานการโอนเงินเข้าและออก ตลอดจนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ โดยช่างเอ๋เข้าใจมาตลอดว่าเงินที่ได้รับเป็นค่าจ้างจากการรับเหมางานก่อสร้างตามปกติ ขณะที่การโอนเงินออกก็มีเหตุผลในการดำเนินการและมีข้อความสนทนาเป็นหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ ทนายกุ้งจึงเชื่อว่าช่างเอ๋ไม่ได้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลประโยชน์จากเงินที่เกี่ยวข้องกับคดี และควรมีสถานะเป็นพยาน อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนจะพิจารณาเปลี่ยนสถานะจากพยานเป็นผู้ต้องหา ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากช่างเอ๋ถูกดำเนินคดีจากพฤติการณ์รับโอนเงินแล้วนำเงินสดออกไปหรือโอนต่อ ก็อาจมีบุคคลอื่นอีกหลายรายที่ทำธุรกรรมในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคลอย่างรอบด้าน
สำหรับกรณีที่บุ๋มเข้าแจ้งความช่างเอ๋ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงกับก๊อตนั้น ทนายกุ้งกล่าวว่า ขณะนี้ยังต้องติดตามว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไร เนื่องจากวันที่บุ๋มเดินทางเข้าแจ้งความเป็นการลงบันทึกและแจ้งความไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดของข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานต่าง ๆ ยังต้องผ่านกระบวนการสอบสวน เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าช่างเอ๋มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาอย่างไร
ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งของบุ๋มในฐานะประธานมูลนิธิ ซึ่งทนายกุ้งระบุว่า จากมุมมองของตน บุ๋มได้ยุติบทบาทดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมแล้ว จึงมีข้อสงสัยว่าการเข้าแจ้งความในฐานะประธานมูลนิธิจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยประเด็นนี้ต้องให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับการออกหมายจับเพิ่มเติม ซึ่งอาจมีชื่อช่างเอ๋เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น ทนายกุ้งยอมรับว่าช่างเอ๋มีความกังวลอยู่บ้าง แต่ไม่ได้กังวลเพียงคดีนี้เท่านั้น เพราะยังมีอีกคดีที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่า สืบเนื่องจากการที่มีผู้ว่าจ้างช่างเอ๋ให้นำรถแบ็กโฮเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งช่างเอ๋ได้เดินทางเข้ามอบตัวในคดีนี้แล้ว
ด้านออยศรีเปิดเผยว่า ก่อนที่ตนจะเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดี เคยมีบุคคลติดต่อเข้ามาเพื่อขอเจรจาและขอให้ชะลอการแจ้งความเอาไว้ก่อน แต่ตนตัดสินใจปฏิเสธ ไม่ต้องการพูดคุยหรือเจรจา และเลือกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป โดยในช่วงเวลาที่มีการติดต่อดังกล่าว ทนายกุ้งก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ทั้งนี้ ออยศรีไม่ขอเปิดเผยว่าบุคคลใดเป็นผู้ติดต่อมา แต่ยืนยันว่าบุ๋มเป็นผู้ให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาติดต่อ พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่าผู้ที่เข้ามาเจรจามีเจตนาไม่ดี เพราะอาจเป็นความตั้งใจที่จะช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ตนได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเดินหน้าดำเนินคดี
ออยศรียังอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องยื่นคัดค้านการประกันตัวบุ๋มว่า เนื่องจากบุ๋มเป็นบุคคลที่มีความรู้จักคุ้นเคยกับผู้ใหญ่และบุคคลสำคัญจำนวนมาก แม้ตนจะไม่สามารถระบุได้ว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีการใดกับตนหรือไม่ แต่เห็นว่าการป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีกว่า อีกทั้งยังมองว่าบุ๋มอาจมีโอกาสได้รับการประกันตัว เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ในการทำงานช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด จึงต้องการทำหน้าที่ในฐานะผู้เสียหายให้ดีที่สุด โดยไม่ว่าผลการพิจารณาคำร้องคัดค้านประกันตัวจะออกมาในทิศทางใดก็ตาม
เมื่อถูกถามถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย ออยศรีชี้แจงว่า ไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่ามีการข่มขู่เกิดขึ้น แต่ยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีบุคคลติดต่อเข้ามาเพื่อขอเจรจาและขอให้ชะลอการแจ้งความ ซึ่งตนได้ปฏิเสธไปแล้ว โดยไม่ประสงค์เปิดเผยรายละเอียดหรือชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจเดินหน้าดำเนินคดีครั้งนี้เป็นความตั้งใจของตนเอง เพราะเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ออยศรีย้ำว่า ในฐานะผู้เสียหาย ตนได้ดำเนินคดีกับมูลนิธิองค์กรทำดีและคณะกรรมการมูลนิธิ ส่วนประเด็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงก๊อตนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่บุ๋มและทางมูลนิธิต้องออกมาชี้แจงและรับผิดชอบตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
เมื่อถามถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิตหลังจากออกมาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว ออยศรียอมรับว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อความต่อว่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ตลอดทั้งวันทั้งคืน หลังจากบุ๋มออกมาร้องไห้และเอ่ยชื่อตน ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ตนเปลี่ยนใจหรือยุติการดำเนินคดี เพราะหากในวันนั้นตนเลือกที่จะถอยออกมา สังคมก็คงไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้
ออยศรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ต้องการฝากข้อคิดถึงทุกคนที่อาจต้องเผชิญกับการต่อสู้หรือข้อพิพาทในอนาคตว่า การใช้น้ำตาเพื่อทำให้ผู้อื่นยุติการดำเนินการบางอย่างอาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป พร้อมกล่าวว่า บางครั้งน้ำตาก็ไม่ได้ช่วยได้ ถ้าคุณใช้กับผิดคน
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ