วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายองุ่น เหรัญญิกมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ชี้แจงกรณีเงินหมุนเวียนในบัญชีมูลนิธิเกือบ 1,800 ล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่เคยรับรู้เรื่องตัวเลขดังกล่าวมาก่อน พร้อมเปิดเผยถึงการเข้ามารับตำแหน่งกรรมการและเหรัญญิก รวมถึงอาชีพค้าขายมะม่วงกวนและส้มแผ่นที่สร้างรายได้มากกว่า 3 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

นายองุ่นเล่าว่า หลังจากได้รู้จักกับบุ๋ม ปนัดดา และเข้าร่วมกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในปี 2564 บุ๋มได้แจ้งว่าจะจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิองค์กรทำดีอย่างเป็นทางการ พร้อมชักชวนให้ตนเข้ามาเป็นกรรมการ เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ โดยขณะนั้นคณะกรรมการมีทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนรู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาส แต่ยอมรับว่าตอนนั้นยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตำแหน่งเหรัญญิกมีหน้าที่อะไร รู้เพียงว่าเป็นกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเท่านั้น เพราะมองตัวเองเป็นเพียงเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ดีใจที่ได้เข้ามาทำงานช่วยเหลือสังคม
นอกจากนี้ ในช่วงหนึ่งของรายการ หนุ่ม กรรชัย ยังสอบถามถึงประวัติการศึกษาของนายองุ่นว่าเรียนจบระดับใด เจ้าตัวตอบว่า หนูเรียน ม.3 ได้วันเดียวค่ะ ตอนนั้นแม่ไม่มีค่าเทอม แล้วมาเรียน กศน.
ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2567 มีเงินหมุนเวียนในบัญชีมูลนิธิทั้ง 3 บัญชี รวมเกือบ 1,800 ล้านบาท นายองุ่นยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน โดยตลอดเวลาที่ทำงานร่วมกับบุ๋ม ปนัดดา ตนไม่เคยเห็นบัญชีธนาคารหรือรับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลขทางการเงิน เข้าใจเพียงว่าเงินที่นำมาใช้จ่ายมาจากค่าจ้างทำงานและรายได้จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ของบุ๋ม
ขณะที่ในรายการยังมีการพูดถึงตัวเลขเงินฝากรวมประมาณ 910 ล้านบาท ยอดถอนประมาณ 876 ล้านบาท และยอดเงินคงเหลือราว 34.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสอบถามเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินของมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม นายองุ่นยืนยันว่าไม่เคยรับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับยอดเงินฝากหรือยอดถอนในบัญชี โดยหน้าที่ของตนที่ผ่านมาเป็นเพียงการดูแลทีมงานและประสานงานระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงิน
นอกจากนี้ นายองุ่นยังชี้แจงถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับฐานะและรายได้ส่วนตัว หลังมีหลายคนตั้งคำถามว่าเขามีอาชีพขายมะม่วงกวนและส้มแผ่นจริงหรือไม่ โดยยืนยันว่าตนทำธุรกิจค้าขายดังกล่าวจริง และจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางติ๊กต็อก ซึ่งมีลูกค้าจำนวนมากจนไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทัน จึงมีกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านช่วยกันทำส้มแผ่น รวมถึงรับสินค้าจากชาวบ้านที่ผลิตส่งมาให้ ก่อนนำไปจำหน่ายต่อ
นายองุ่นเปิดเผยว่า ธุรกิจดังกล่าวสามารถขายสินค้าได้ประมาณ 500-600 กิโลกรัมต่อวัน อีกทั้งมีการยื่นภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา มียอดขายมากกว่า 3 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าตนมีรายได้จากการค้าขายจริง ไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่หลายคนเข้าใจ และมีฐานะเพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตเท่านั้น
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ