ไขข้อสงสัย! ทนายยกเคส เงินบริจาคมูลนิธิ ใครต้องรับผิดชอบ
ไขข้อสงสัย! ทนายยกเคส เงินบริจาคมูลนิธิ ใครต้องรับผิดชอบ
ข่าวสังคม - โซเชียล

ไขข้อสงสัย! ทนายยกเคส เงินบริจาคมูลนิธิ ใครต้องรับผิดชอบ

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 มีรายงานว่า ดร.พีรภัทร ฝอยทอง ทนายความชื่อดัง โพสต์ข้อความเกี่ยวกับข้อกฏหมายผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก Dr. Pete Peerapat โดยระบุว่า เงินบริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ใครต้องรับผิด?

วันก่อนผมไปออกรายการโทรทัศน์ แล้วพิธีกรถามถึงกรณีของคุณบุ๋ม ปนัดดา ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ที่มีประเด็นเรื่องการโอนเงินของมูลนิธิให้สามีนำไปใช้จ่าย ซึ่งมีข้อสงสัยว่าอาจเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และคุณบุ๋มจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ อย่างไร ผมเลยขอนำหลักกฎหมายที่อธิบายในรายการมาเล่าให้ฟังกันครับ เพราะเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ และสามารถนำไปใช้กับมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรการกุศลอื่น ๆ ได้เช่นกัน

1. ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า "มูลนิธิ" ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของประธานมูลนิธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มูลนิธิที่จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็น "นิติบุคคล" แยกต่างหากจากตัวประธานและกรรมการมูลนิธิ พูดง่าย ๆ ก็คือ แม้คุณบุ๋มจะเป็นประธานมูลนิธิ แต่เงินของมูลนิธิก็ไม่ใช่เงินส่วนตัวของคุณบุ๋ม การนำเงินไปใช้จึงต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และกรรมการก็มีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของมูลนิธิด้วย

2. ต้องแยกให้ออกระหว่าง "ความรับผิดทางอาญา" กับ "ความรับผิดทางแพ่ง" ในทางอาญา หากจะกล่าวหาว่าเป็นการฉ้อโกง ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง โดยทุจริต จนทำให้ผู้บริจาคหลงเชื่อและมอบเงินให้ ยกตัวอย่างเช่น ตั้งมูลนิธิขึ้นมารับบริจาคช่วยผู้ประสบภัย แต่ความจริงตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะนำเงินไปใช้ส่วนตัว และใช้มูลนิธิเป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชน แบบนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง และหากเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป ก็อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนด้วย แต่ถ้ามูลนิธิรับบริจาคโดยสุจริต แล้วภายหลังมีคนแอบนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็ไม่ได้หมายความว่าประธานมูลนิธิจะมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยอัตโนมัติ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คุณบุ๋มรู้เห็น ยินยอม หรือมีส่วนร่วมในการกระทำที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และมีเจตนาทุจริตอย่างไร ในกรณีฉ้อโกง ผู้เสียหายโดยตรงอาจเป็นประชาชนที่ถูกหลอกให้บริจาคเงิน ส่วนผู้ที่นำเงินของมูลนิธิไปใช้โดยมิชอบก็อาจมีความผิดอาญาฐานอื่นได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง

3. แม้ไม่ผิดอาญา ก็อาจต้องรับผิดทางแพ่งได้ เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่หลายคนมักเข้าใจผิดครับ การที่กรรมการมูลนิธิไม่ได้ร่วมฉ้อโกง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องรับผิดอะไรเลย เพราะกรรมการมีหน้าที่บริหารจัดการและดูแลทรัพย์สินของมูลนิธิด้วยความระมัดระวัง ยกตัวอย่างเช่น ประธานมูลนิธิปล่อยให้บุคคลใกล้ชิดเบิกเงินออกไปใช้หลายล้านบาท โดยไม่มีเอกสาร ไม่มีการตรวจสอบว่าใช้จ่ายจริงหรือไม่ หรือปล่อยให้มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จนมูลนิธิเสียหาย แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่าประธานร่วมกันฉ้อโกง แต่หากพิสูจน์ได้ว่าประธานละเลยหน้าที่หรือประมาทเลินเล่อจนเกิดความเสียหาย ก็อาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่มูลนิธิได้ พูดง่าย ๆ คือ "ไม่รู้เห็นกับการโกง" กับ "ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย" เป็นคนละเรื่องกันครับ

4. ทำไมทนายความของประธานมูลนิธิ กับทนายความของมูลนิธิจึงควรแยกกัน? กรณีนี้มีทนายเพชรเป็นทนายความส่วนตัวของคุณบุ๋ม และทนายเปิ้ลเป็นทนายความของมูลนิธิ ซึ่งผมเห็นว่าการแยกบทบาทกันเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะในทางกฎหมายอาจเกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) สมมุติว่าภายหลังพบว่าประธานมูลนิธิบกพร่องต่อหน้าที่จนทำให้มูลนิธิเสียหาย หน้าที่ของทนายความมูลนิธิก็คือการรักษาผลประโยชน์ของมูลนิธิ ซึ่งอาจรวมถึงการเรียกร้องค่าเสียหายจากประธานมูลนิธิด้วย ขณะที่ทนายความส่วนตัวของประธานก็มีหน้าที่ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความตนเอง ดังนั้น ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายจึงอาจไม่ตรงกัน และไม่ควรใช้ทนายความคนเดียวกันในกรณีที่มีความขัดแย้งเช่นนี้

5. เส้นทางการเงินสำคัญ แต่ไม่ใช่พยานหลักฐานทั้งหมด การพิสูจน์คดีนี้ไม่ใช่แค่ดูว่าเงินโอนจากบัญชีไหน ไปเข้าบัญชีใคร แล้วสรุปทันทีว่าใครผิด แต่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานประกอบกัน เช่น ข้อความ LINE การสนทนาระหว่างผู้เกี่ยวข้อง เอกสารการเบิกจ่าย ใบเสร็จ หลักฐานการทำงานจริง รวมถึงพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ เพราะเส้นทางการเงินอาจบอกเราได้ว่า "เงินไปไหน" แต่พยานหลักฐานอื่นจะช่วยตอบว่า "ใครรู้เห็น ใครอนุมัติ และมีเจตนาอย่างไร"

6. การถูกออกหมายจับ ไม่ใช่จุดจบของคดี และไม่ได้แปลว่ามีความผิดแล้ว เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้คือ การที่ตำรวจขอศาลออกหมายจับ หรือผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวระหว่างดำเนินคดี ไม่ใช่คำพิพากษาว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้ต้องหายังมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และมีสิทธิขอปล่อยชั่วคราวเพื่อออกมาต่อสู้คดีตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เราไม่ควรใช้การถูกจับหรือการถูกขังระหว่างพิจารณาเป็นเครื่องวัดว่าใครผิดหรือถูก เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ตัดสินความผิดคือศาล ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่สื่อ และไม่ใช่กระแสสังคม

สุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้สังคมต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายครับ หากมีการนำเงินบริจาคไปใช้โดยมิชอบจริง ผู้กระทำผิดก็ต้องรับผิด และเงินที่เสียหายก็ควรถูกติดตามกลับคืนมา แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ต้องได้รับโอกาสในการชี้แจงและต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เพราะกระบวนการยุติธรรมที่ดี ไม่ใช่กระบวนการที่ทำให้ใครถูกจับได้เร็วที่สุด แต่คือกระบวนการที่สามารถพิสูจน์ความจริง ลงโทษผู้กระทำผิด และคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ได้อย่างเป็นธรรม "ความยุติธรรมต้องคุ้มครองทั้งผู้เสียหาย และผู้ที่ถูกกล่าวหา ไม่ใช่เลือกคุ้มครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามกระแสสังคม"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ