เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายพุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง เปิดเผยว่าได้บริจาคเงินให้มูลนิธิองค์กรทำดี โดยมีนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา เป็นผู้ดำเนินงาน รวมประมาณ 800,000 บาท ทยอยโอนทั้งหมดประมาณ 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2568 ครั้งละประมาณ 100,000-200,000 บาท เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนตามที่มูลนิธิฯ ประกาศผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งกรณีสถานการณ์น้ำท่วมและการช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์ชายแดน

โดยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายพุทธได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ข้อมูลในฐานะพยานเกี่ยวกับการบริจาคเงินดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เดินทางมาแจ้งความหรือเข้าเป็นผู้เสียหายในคดีนี้
นายพุทธเปิดเผยว่า การตัดสินใจบริจาคเงินเกิดจากการเห็นบุ๋ม ปนัดดา ประกาศขอรับความช่วยเหลือผ่านสื่อ ประกอบกับตนเองเคยรู้จักและพบเจอกันมาก่อน จึงเชื่อมั่นในเจตนาการทำงานและโอนเงินสนับสนุน โดยไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือสอบถามรายละเอียดจำนวนเงินเป็นการส่วนตัวล่วงหน้า
สำหรับการตรวจสอบว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น นายพุทธยอมรับว่าไม่ทราบรายละเอียด แต่เนื่องจากเห็นบุ๋ม ปนัดดา ลงพื้นที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนด้วยตนเอง จึงเชื่อว่าเงินน่าจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ และที่ผ่านมาไม่ได้ติดตามตรวจสอบกลับไปยังมูลนิธิฯ เพราะไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น รวมถึงไม่คิดว่าบุ๋ม ปนัดดาจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว
ส่วนกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการซื้อที่ดิน การก่อสร้างพูลวิลลา และการสร้างศาลเจ้ามูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นายพุทธมองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจควรนำยอดเงินบริจาคในช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568-2569 มาเปรียบเทียบกับรายการเดินบัญชีของมูลนิธิฯ เพื่อพิสูจน์ว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง พร้อมยอมรับว่าในฐานะผู้บริจาคย่อมรู้สึกไม่สบายใจ หากเงินที่ตั้งใจมอบให้เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลับถูกนำไปใช้ซื้อที่ดิน สร้างพูลวิลลา หรือก่อสร้างศาลเจ้าแทน
ด้านนายนิติธร แก้วโต หรือทนายเจมส์ ทนายความ อธิบายว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาแผ่นดิน เมื่อมีผู้เข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีหน้าที่สอบปากคำผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนกรณีของนายพุทธเป็นการเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยาน เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการบริจาคเงินจริง โดยมีหลักฐานและข้อมูลจากการติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งตำรวจจะนำไปประกอบสำนวนการสอบสวนต่อไป
ขณะที่นายพุทธกล่าวถึงความรู้สึกต่อเรื่องที่เกิดขึ้นว่า เป็นเรื่องที่ตนเองไม่คาดคิด แม้บุ๋ม ปนัดดา จะยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ในฐานะคนทำข่าวที่ได้เห็นข้อมูลและตรวจสอบสลิปโอนเงิน รวมถึงรายการเดินบัญชี ยอมรับว่าพบความผิดปกติและข้อสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะเส้นทางการเงินบางส่วนที่มีการโอนไปยังบุคคลใกล้ชิด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบให้ชัดเจน
ส่วนกรณีที่บุ๋ม ปนัดดา ระบุว่าจะพยายามนำเงินส่วนตัวมาคืนให้มูลนิธิฯ นั้น นายพุทธมองว่าเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องดำเนินการ ขณะที่ในทางกฎหมาย หากการตรวจสอบขยายผลไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบและยึดทรัพย์ตามที่เกี่ยวข้อง
นายพุทธยังระบุว่า สิ่งที่ต้องการเห็นจากกรณีนี้คือความชัดเจนจากการตรวจสอบของตำรวจ เพราะไม่ใช่เพียงความต้องการของตนเองในฐานะผู้บริจาคเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สังคมต้องการเห็นเช่นกัน โดยเฉพาะความโปร่งใสในการรับและใช้จ่ายเงินขององค์กรการกุศล พร้อมเสนอให้กรณีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มูลนิธิอื่น ๆ เปิดเผยข้อมูลยอดเงินบริจาคและรายจ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
สำหรับการบริจาคเงินหลังจากนี้ นายพุทธยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ตนเองเปลี่ยนความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคม เพราะถือว่าเงินที่บริจาคไปเป็นการช่วยเหลือด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และไม่ได้ติดใจในส่วนนี้ ส่วนใครที่กระทำผิดก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
นอกจากนี้ นายพุทธยังชี้แจงเรื่องการนำเงินบริจาคไปใช้ลดหย่อนภาษีว่า ไม่เคยนำยอดบริจาคดังกล่าวไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เนื่องจากเป็นการบริจาคด้วยความตั้งใจส่วนตัว และเพิ่งมาทราบภายหลังว่าเงินบริจาคให้มูลนิธิฯ ในกรณีนี้ไม่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้
ทั้งนี้ นายพุทธเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้บุ๋ม ปนัดดา เคยโทรศัพท์มาเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวให้ฟัง ก่อนเรื่องราวจะกลายเป็นข่าวใหญ่ โดยทั้งคู่เพิ่งได้พูดคุยกันหลังเกิดประเด็นดังกล่าวขึ้น
ช่วงท้าย นายพุทธยืนยันว่าได้ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในประเด็นการบริจาคเงินเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมกล่าวถึงการบริจาคให้มูลนิธิแห่งอื่นว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยเข้าให้ปากคำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มาแล้วเช่นกัน
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ