ออยศรี กางหลักฐาน แฉเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง อ้างโอนเข้าบัญชีลูก-ผัวกว่า 100 ครั้ง จี้แจง 10 คดีอ่วม
ออยศรี กางหลักฐาน แฉเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง อ้างโอนเข้าบัญชีลูก-ผัวกว่า 100 ครั้ง จี้แจง 10 คดีอ่วม
ข่าวสังคม - โซเชียล

ออยศรี กางหลักฐาน แฉเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง อ้างโอนเข้าบัญชีลูก-ผัวกว่า 100 ครั้ง จี้แจง 10 คดีอ่วม

ฟังข่าวนี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พ.ย. ที่บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด บ้านเรือนไทยตรงข้ามศูนย์ราชการ น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ "ออยศรี" เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "ออยศรีและผองเผือก" พร้อมด้วยนายภูวกร ศรีเนียน หรือ เจตน์ ภาคี HETA ตัวแทนผู้เสียหาย ร่วมแถลงข่าวกรณีมูลนิธิเป็นหนึ่งของนางชลิดา พะละมาตย์ หรือ "ต้นอ้อ" ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อมเปิดเผยเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังต้นอ้อออกมาแถลงข่าวชี้แจงประเด็นเงินบริจาคของมูลนิธิ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา

ออยศรี กล่าวว่า วันนี้ต้องการชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลนิธิเป็นหนึ่ง ซึ่งตนและทีมงานติดตามเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้เสียหายที่ประสานงานผ่านเจตน์ และรวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาเปิดเผยต่อสังคม

สำหรับปัญหาของมูลนิธิเป็นหนึ่งนั้น จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2567 ภายหลังมีการก่อตั้งมูลนิธิ โดยก่อนหน้านี้ต้นอ้อมีบทบาททางสังคมและทำงานช่วยเหลือประชาชน แต่ต่อมามีประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิ โดยมีผู้ร้องเรียนว่ามีการปลอมลายเซ็นของ น.ส.วิไลลักษณ์ หรือ ซ้อลักษณ์ เพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดตั้งมูลนิธิ ขณะที่ต้นอ้อเคยออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการปลอมลายเซ็นแต่อย่างใด จนเกิดการโต้แย้งและมีการแจ้งความดำเนินคดี

ด้านเจตน์ กล่าวว่า ต้นอ้อเริ่มมีบทบาททางสังคมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ในนามกลุ่มเป็นหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงเพจเฟซบุ๊ก มีบทบาทในการช่วยเหลือเด็กและสตรี ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ต่อมาในเดือน ก.ค. 2567 มีอดีตบุคคลที่เคยร่วมงานกับกลุ่มเป็นหนึ่ง ได้แก่ คุณวิไลลักษณ์ และแม่นายปุ๊กกี้ ออกมาเปิดเผยว่ามีปัญหาภายในกลุ่ม ทั้งประเด็นเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น การชักชวนให้ซื้อขายตำแหน่งทางการเมือง และการปลอมลายเซ็น ซึ่งตนได้มีโอกาสรู้จักกับบุคคลทั้งสองและช่วยติดตามเรื่องคดีความมาโดยตลอด

เจตน์ กล่าวต่อว่า คดีเกี่ยวกับการปลอมลายเซ็นดำเนินมาเป็นเวลานาน โดยในช่วงแรกซ้อลักษณ์เป็นผู้แจ้งความเพียงคนเดียว ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในขณะนั้น ได้เข้าแจ้งความในฐานะผู้ถูกนำเอกสารปลอมไปใช้ประกอบการจัดตั้งมูลนิธิ ทำให้คดีดังกล่าวมีความคืบหน้ามากขึ้น

ระหว่างที่เกิดข้อพิพาท ต้นอ้อเคยปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีการปลอมลายเซ็น และเคยออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่ทำให้ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 4 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานในคดีดังกล่าว ต้นอ้อได้ให้การรับสารภาพต่อศาล โดยศาลมีคำพิพากษาตามคำรับสารภาพในคดีปลอมและใช้เอกสารปลอมเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ

ออยศรี กล่าวว่า ภายหลังมีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีดังกล่าว มีการสื่อสารบางส่วนที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ศาลไม่อนุญาตให้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคดี จึงต้องการชี้แจงว่า ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมรับฟังระหว่างการพิจารณาคดีเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าคำพิพากษาของศาลไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ วันนี้จึงนำเอกสารคำพิพากษามาเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบถึงข้อเท็จจริง

ออยศรี กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ต้นอ้อเคยต่อสู้คดีและปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่เมื่อถึงวันนัดสืบพยานกลับให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เคยชี้แจงต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการแจ้งความดำเนินคดีของต้นอ้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกัน โดยภายหลังการรับสารภาพในคดีปลอมลายเซ็นแล้ว ได้มีการดำเนินคดีกลับในประเด็นแจ้งความเท็จ ซึ่งขณะนี้มีการออกหมายเรียกต้นอ้อให้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทองแล้ว

เจตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานะคดีของต้นอ้อ ณ วันที่ 4 มิ.ย. 2569 ก่อนคดีปลอมลายเซ็นจะมีคำพิพากษา ยังมีคดีอื่นที่เกี่ยวข้องอีก 3 คดี โดยคดีแรกเป็นคดีแจ้งความเท็จที่ทนายธรรมราชเป็นผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลแขวงดอนเมืองมีคำพิพากษาจำคุก 6 เดือน รอลงอาญา แต่คดียังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่ถึงที่สุด

คดีที่สอง เป็นคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเมื่อเดือน เม.ย. 2569 ว่าต้นอ้อมีความผิด โดยพิพากษาจำคุก 24 เดือน แต่ให้รอลงอาญา เป็นการกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ส่วนคดีที่สาม เป็นคดีที่ออยศรีฟ้องต้นอ้อในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ออยศรีและทีมงานเคยให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาต้นอ้อมาเป็นระยะเวลาประมาณ 8-9 เดือน แต่ภายหลังพบว่ามีการนำข้อความในแชตไลน์ของกลุ่มไปกล่าวถึงตนในลักษณะที่ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงตัดสินใจดำเนินคดี

ออยศรี กล่าวว่า ในคดีดังกล่าวต้นอ้อมีท่าทีต่อสู้คดีในช่วงแรก แต่ท้ายที่สุดได้ให้การรับสารภาพในวันสืบพยาน ศาลจึงพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง โดยโทษตามมาตรา 326 มีอัตราจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ภายหลังการรับสารภาพ ศาลพิพากษาลดโทษเหลือจำคุกและปรับ 10,000 บาท พร้อมให้รอการลงโทษ โดยต้นอ้อเลือกไม่อุทธรณ์ ทำให้คดีถึงที่สุด ขณะที่คดีปลอมลายเซ็นนั้น ทั้งอัยการและต้นอ้อไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ส่งผลให้คดีถึงที่สุดเช่นกัน โดยเจตน์ระบุว่า ปัจจุบันจึงมีคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 3 คดี

เจตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากคดีปลอมลายเซ็นแล้ว ยังพบประเด็นเกี่ยวกับเอกสารรายงานการประชุมของกลุ่มเป็นหนึ่งก่อนจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ โดยเป็นรายงานการประชุมที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ยื่นต่อหน่วยงานราชการ มีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม 9 คน เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิ ซึ่งปรากฏชื่อของซ้อลักษณ์อยู่ในรายงานการประชุมดังกล่าวด้วย ทั้งที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเข้าร่วมประชุมและการใช้ลายเซ็นของบุคคลดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังพบรายงานการประชุมครั้งที่ 2 ประจำปี 2567 ลงวันที่ 6 พ.ค. 2567 ภายหลังจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่นำไปใช้ประกอบการยื่นเปิดบัญชีธนาคารกสิกรไทยในนามมูลนิธิ โดยในรายงานการประชุมฉบับนี้ก็ปรากฏชื่อของซ้อลักษณ์อยู่ด้วยเช่นกัน จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569

เจตน์ ระบุว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างประสานขอเอกสารจากนิติกรจังหวัด เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี โดยจากการตรวจสอบพบว่าไม่ปรากฏรายงานการประชุมฉบับดังกล่าวอยู่ในเอกสารที่ส่งให้อำเภอ ซึ่งทางอำเภอได้มีหนังสือยืนยันข้อมูลดังกล่าว และตนได้นำหนังสือไปมอบให้พนักงานสอบสวนแล้ว ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างรอขั้นตอนการดำเนินคดีต่อไป

เจตน์ กล่าวอีกว่า การดำเนินงานของมูลนิธิที่มีการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ควรมีความชัดเจนในเรื่องสถานะและคุณสมบัติของผู้บริหาร โดยเฉพาะประธานมูลนิธิ ซึ่งควรมีความพร้อมทั้งด้านฐานะ ทรัพย์สิน หรือหน้าที่การงานที่มั่นคง รวมถึงการบริหารจัดการเงินและการรับบริจาคที่ต้องมีความโปร่งใส โดยเฉพาะการเปิดรับบริจาคในแต่ละโครงการ ควรกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนว่าเปิดรับบริจาคเป็นระยะเวลากี่วัน และเมื่อสิ้นสุดโครงการควรชี้แจงยอดเงินที่ได้รับ รวมถึงรายละเอียดการนำเงินไปใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้บริจาคตรวจสอบได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นการชี้แจงในประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน จึงอยากให้มีการตรวจสอบและชี้แจงต่อสังคม

เจตน์ กล่าวถึงเงินตั้งต้นในการจัดตั้งมูลนิธิว่า มีผู้สนับสนุนเงินจำนวน 100,000 บาท เนื่องจากเชื่อว่าจะนำไปใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏประเด็นเรื่องการปลอมลายเซ็น จึงทำให้ผู้สนับสนุนเงินรู้สึกว่าตนเองถูกหลอก และมอบอำนาจให้แม่นายปุ๊กกี้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับต้นอ้อในข้อหาฉ้อโกง โดยผู้ร้องได้พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของทนายเก่ง วิษรุษ มณีรัตน์ ซึ่งเคยบริจาคเงินจำนวน 50,000 บาท ให้กับมูลนิธิในช่วงเกิดเหตุแผ่นดินไหวตึก สตง. โดยเข้าใจว่ามูลนิธิเป็นหนึ่งดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อทราบภายหลังว่ามีประเด็นเกี่ยวกับการปลอมลายเซ็น จึงเกิดความไม่สบายใจและเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 โดยขณะนี้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอเรียกต้นอ้อเข้าชี้แจง

ส่วนประเด็นเส้นทางการเงินของมูลนิธิเป็นหนึ่ง ออยศรี กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีธนาคารกสิกรไทยของมูลนิธิ พบว่ามียอดเงินหมุนเวียนรวมประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ไม่ถึง 2 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นจำนวนเงินมหาศาลเมื่อเทียบกับมูลนิธิอื่น แต่สิ่งที่ต้องการให้ตรวจสอบคือเส้นทางการโอนเงินออกจากบัญชีมูลนิธิ โดยพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีของบุคคลใกล้ชิดกับต้นอ้อ ทั้งบัญชีของลูกชายซึ่งเป็นรองประธานมูลนิธิ บัญชีของลูกสะใภ้ รวมถึงบัญชีของสามีและบุคคลอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับต้นอ้อ

ออยศรี กล่าวว่า จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบ มีการโอนเงินออกจากบัญชีมูลนิธิประมาณครึ่งหนึ่งของยอดเงินทั้งหมด โดยมีการโอนหลายครั้ง รวมประมาณ 100 รายการ และมีการโอนเงินไปยังบัญชีของลูกชายและสามีเป็นสัดส่วนประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของรายการที่ตรวจสอบ รวมเป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาท จึงต้องการให้ต้นอ้อชี้แจงว่าเงินบริจาคที่ถูกโอนออกจากบัญชีมูลนิธิเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดบ้าง

ทั้งนี้ ออยศรีระบุว่า ไม่ได้กล่าวหาว่าการโอนเงินดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ต้องการให้มีการชี้แจงรายละเอียดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาคของประชาชน ผู้บริจาคจึงควรได้รับทราบว่าเงินถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง

ออยศรี กล่าวอีกว่า จากเอกสารธนาคารที่ได้รับมา พบว่าต้นอ้อยังคงมีการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเอง ทั้งที่บัญชีดังกล่าวอยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวกัน

โดยมีรายการโอนเงินครั้งละประมาณ 15,000 บาท ซึ่งมีการอ้างว่าเป็นค่าเติมน้ำมัน จึงอยากให้ชี้แจงว่าเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนใด มีหลักฐานประกอบหรือไม่ และเหตุใดจึงต้องโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัวในลักษณะดังกล่าว

สำหรับคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เจตน์กล่าวถึงคดีขายวุฒิว่า ขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการ เนื่องจากอัยการเห็นว่าน่าจะมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และมีบางคนที่เกี่ยวข้องลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2569 รวมถึงบุคคลที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติมอยู่ต่างพื้นที่ จึงต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อนพิจารณาสั่งคดี

เจตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากข้อมูลที่นำมาเปิดเผยในวันนี้ มีคดีที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเป็นหนึ่งและต้นอ้อหลายประเด็น โดยระบุว่ามีคดีที่ยังอยู่ในชั้นอัยการ 7 คดี และมีอีก 3 คดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ต้องการให้ทุกฝ่ายชี้แจงข้อเท็จจริงและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ