จากกรณีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ถูกตั้งข้อสังเกตหลังปรากฏภาพผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียงที่มีโครงเหล็กครอบ และมีการล็อกกุญแจจากด้านนอก จนเกิดคำถามเกี่ยวกับการดูแลและการจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุและผู้ป่วยภายในศูนย์ดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้มีผู้ร้องเรียนผ่านรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการถูกกักขังและทำร้ายร่างกาย ขณะที่เจ้าของศูนย์ออกมาชี้แจงว่า เตียงที่มีโครงเหล็กดังกล่าวใช้กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง เพื่อป้องกันการตกเตียง การทำร้ายตัวเอง และการหลบหนี พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีการทำร้ายผู้ป่วย และสถานประกอบการมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
ล่าสุด วันที่ 6 ตุลาคม 2569 พลอากาศเอก นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุถึงประเด็น ผู้สูงอายุไม่ใช่ผู้ต้องขัง…เตียงดูแลไม่ควรกลายเป็นกรง พร้อมชี้ว่า ภาพผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียงที่มีโครงเหล็กครอบภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ทำให้เกิดความกังวลในฐานะแพทย์
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และผู้ประกอบการได้มีคำชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์แล้ว จึงยังไม่ควรด่วนสรุปว่าฝ่ายใดเป็นผู้ผิด
พลอากาศเอก นพ.อิทธพร ระบุว่า สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ การป้องกันผู้ป่วยตกเตียง กับการจำกัดการเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดอันตราย เนื่องจากการผูกยึดหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย หรือ physical restraint ไม่ควรถูกใช้เป็นมาตรการทั่วไปเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม
หากมีเหตุจำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าว ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากประเมินความเสี่ยงและพิจารณาวิธีการอื่นแล้ว โดยต้องใช้เท่าที่จำเป็น ใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด และมีการเฝ้าระวังผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากการจำกัดการเคลื่อนไหวอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ทั้งแผลกดทับ ข้อติด กล้ามเนื้อลีบ ภาวะสับสน รวมถึงการบาดเจ็บจากการพยายามดิ้นหรือปีนออกจากพื้นที่ที่ถูกจำกัด นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย
เลขาธิการแพทยสภายังมองว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุเพียงคนเดียว เนื่องจากประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14.68 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.9% ของประชากรทั้งหมด หมายความว่าคนไทยมากกว่า 1 ใน 5 เป็นผู้สูงอายุแล้ว
ในกลุ่มดังกล่าวมีทั้งผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง ผู้สูงอายุติดบ้าน ผู้สูงอายุติดเตียง และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลระยะยาว ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของสถานดูแลแห่งหนึ่ง แต่ควรถือเป็นสัญญาณให้กลับมาทบทวนระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศ
สำหรับประเทศไทย มีกฎหมายกำกับดูแลสถานประกอบการประเภทนี้อยู่แล้ว ทั้งพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 และกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายดังกล่าวในปี 2563 ซึ่งกำหนดให้กิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงอยู่ภายใต้ระบบการอนุญาต รวมถึงมีมาตรฐานด้านสถานที่ ความปลอดภัย และการให้บริการ
นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจประเมินหลังได้รับใบอนุญาต หรือ Post-Audit เพื่อใช้ติดตามมาตรฐานของสถานประกอบการ ขณะที่ในกรณีผู้ป่วยจิตเวช กฎหมายสุขภาพจิตมีหลักคุ้มครองเกี่ยวกับการผูกมัดร่างกาย การกักบริเวณ หรือการแยกผู้ป่วย โดยต้องดำเนินการเมื่อมีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตราย และอยู่ภายใต้การดูแลตามมาตรฐาน
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงประเทศไทยมีกฎหมายหรือมาตรฐานแล้วหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า มาตรฐานเหล่านั้นสามารถเกิดขึ้นจริงกับผู้สูงอายุทุกคนได้หรือยัง โดยเฉพาะระบบตรวจติดตามหลังได้รับใบอนุญาต และการเฝ้าระวังคุณภาพการดูแลในชีวิตประจำวัน
พลอากาศเอก นพ.อิทธพร เห็นว่า ถึงเวลาที่ทุกหน่วยงานควรมาร่วมกันพิจารณาปัญหา เนื่องจากระบบดูแลผู้สูงอายุเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมอนามัย กรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยมองว่ากรณีนี้ควรเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันหารือในระดับชาติ ไม่ใช่เพื่อหาว่าใครเป็นผู้รับผิดเพียงฝ่ายเดียว แต่เพื่อค้นหาว่าช่องว่างของระบบอยู่ตรงไหน และจะร่วมกันปิดช่องว่างเหล่านั้นได้อย่างไร
เบื้องต้นมีมาตรฐานสำคัญ 6 เรื่องที่ควรร่วมกันทบทวน ได้แก่
1. มาตรฐานเตียงและสถานที่พักของผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
2. หลักเกณฑ์และข้อบ่งชี้ในการผูกยึดหรือจำกัดการเคลื่อนไหว
3. การป้องกันแผลกดทับและภาวะแทรกซ้อนจากการไม่เคลื่อนไหว
4. จำนวน ความรู้ และสมรรถนะของผู้ดูแลที่อาจยังไม่เพียงพอ
5. การตรวจติดตามหลังได้รับใบอนุญาต
6. ระบบร้องเรียน การตรวจสอบ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ
เป้าหมายคือทำให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับผู้สูงอายุทุกคน ไม่ว่าจะพักอาศัยอยู่กับครอบครัว อยู่ในชุมชน หรืออยู่ในสถานดูแล
พร้อมกันนี้ ยังฝากถึงครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ในสถานดูแล ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามการดูแล โดยควรตรวจสอบว่าสถานดูแลอยู่ในระบบอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ เข้าเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ ทั้งผิวหนัง แผลกดทับ น้ำหนัก สุขอนามัย รวมถึงความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และพฤติกรรม
หากพบว่ามีการผูกยึดหรือจำกัดการเคลื่อนไหว ควรสอบถามถึงเหตุผลว่าเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้ประเมินความจำเป็น มีการพิจารณาทางเลือกอื่นหรือไม่ และมีการบันทึกติดตามอย่างไร
หากสงสัยว่าสถานประกอบการไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. Call Center 02-193-7999 ส่วนกรณีพบผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ถูกกระทำรุนแรง หรือประสบปัญหาทางสังคม สามารถแจ้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวง พม. สายด่วน 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
พลอากาศเอก นพ.อิทธพร ระบุว่า การแก้ไขปัญหาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจัดการกับกรงหนึ่งกรง แต่จำเป็นต้องบูรณาการแก้ไขทั้งระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาพลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก
ทั้งนี้ แพทยสภาพร้อมนำองค์ความรู้และเครือข่ายทางการแพทย์เข้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยทบทวนและพัฒนามาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย ให้ผู้สูงอายุไทยได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เพราะในวันนี้เราอาจเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ แต่วันหนึ่งทุกคนก็จะเป็นผู้สูงอายุเช่นกัน และระบบที่ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างขึ้นในวันนี้ คือระบบที่จะกลับมาดูแลพวกเราในวันข้างหน้า
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ