ชีวิตพังเพราะค้ำให้เพื่อน! เปิดใจหมวดจราจรถูกทิ้งหนี้จนล้มละลาย เงินเดือนเหลือ 154 บาท
ชีวิตพังเพราะค้ำให้เพื่อน! เปิดใจหมวดจราจรถูกทิ้งหนี้จนล้มละลาย เงินเดือนเหลือ 154 บาท
ข่าวสังคม - โซเชียล

ชีวิตพังเพราะค้ำให้เพื่อน! เปิดใจหมวดจราจรถูกทิ้งหนี้จนล้มละลาย เงินเดือนเหลือ 154 บาท

ฟังข่าวนี้

ภายใต้เครื่องแบบตำรวจจราจรที่ยังคงออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนในทุกวัน ไม่มีใครรู้ว่า “หมวดสมนึก” ตำรวจจราจร สภ.บางพลี กำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ในช่วงปลายชีวิตราชการ หลังตัดสินใจค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนร่วมรุ่น แต่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตและครอบครัวแทบพังลง

หมวดสมนึกเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน ตนเองและเพื่อนตำรวจรวม 3 คน ได้เข้าร่วมกู้เงินในโครงการสวัสดิการของธนาคารออมสิน โดยตกลงค้ำประกันไขว้ให้กัน เพราะเชื่อใจกันในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนและรับราชการมาด้วยกัน

แต่ต่อมาเพื่อนที่หมวดสมนึกค้ำประกันให้ประสบปัญหาทางการเงิน ก่อนหยุดชำระหนี้ ทำให้ธนาคารติดตามเรียกเก็บหนี้จากผู้ค้ำประกัน โดยยอดเงินต้นที่ถูกเรียกชำระเหลืออยู่ประมาณ 1,530,000 บาท

“เราไว้ใจกันเพราะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เขาเคยค้ำให้ผม ผมก็ค้ำให้เขา ไม่คิดว่าสุดท้ายเขาจะไม่รับผิดชอบ ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมคงไม่เซ็นค้ำครับ”

หลังได้รับหมายศาล หมวดสมนึกต้องเดินทางไปไกล่เกลี่ยที่ศาลล้มละลายกลางหลายครั้ง พร้อมพยายามติดต่อให้ผู้กู้ออกมารับผิดชอบ

หมวดสมนึกเล่าว่า เคยเสนอให้ผู้ค้ำประกันอีกคนช่วยกันแบ่งภาระหนี้ เพื่อยุติปัญหา แต่ผู้กู้ยังยืนยันว่าจะสามารถจัดการหนี้ได้ด้วยตัวเอง กระทั่งท้ายที่สุดไม่มีการชำระตามที่รับปาก และคดีดำเนินมาถึงขั้นที่หมวดสมนึกถูกสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย

เขาตัดสินใจไม่ยื้อกระบวนการต่อ เพราะเกรงว่าปัญหาจะลุกลามไปถึงตำรวจคนอื่นที่ค้ำประกันเงินกู้ให้กับตนอีกทอดหนึ่ง

“ถ้าผมยื้อไป คนที่ค้ำให้ผมก็อาจเดือดร้อนต่อ ผมจึงตัดสินใจยอมรับ เพื่อให้วงจรหนี้มันจบ ไม่อยากให้คนอื่นต้องมารับปัญหาต่อจากผม”

ผลจากปัญหาหนี้สิน ทำให้ปัจจุบันหมวดสมนึกได้รับเงินสำหรับการครองชีพเดือนละ 24,754 บาท แต่ต้องนำไปชำระหนี้สหกรณ์ตำรวจเดือนละ 24,600 บาท จึงเหลือเงินเข้าบัญชีเพียง 154 บาทต่อเดือน

รายได้ทั้งหมดของครอบครัวจึงตกอยู่กับนางหนูภักษ์ ผู้เป็นภรรยา ซึ่งต้องขายอาหารหาเลี้ยงครอบครัว หากวันใดหยุดขายก็เท่ากับไม่มีรายได้ ขณะที่ยังมีลูกกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา

นางหนูภักษ์ กล่าวว่า ตอนที่ทราบว่าสามีถูกฟ้องล้มละลาย รู้สึกพูดไม่ออกและเครียดมาก เพราะทุกวันนี้ต้องอาศัยรายได้จากร้านอาหารเป็นหลัก หากหยุดขายก็ไม่มีรายได้ และเงินที่หามาได้ก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว

ก่อนเกิดเรื่อง หมวดสมนึกวางแผนไว้ว่าจะขอย้ายกลับไปทำงานที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยบ้านพักก็สร้างเสร็จแล้ว และตั้งใจจะกลับไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่บ้านเกิด

แต่เมื่อถูกฟ้องล้มละลาย ความฝันทั้งหมดต้องหยุดลง เพราะหากย้ายกลับต่างจังหวัด รายได้จากการค้าขายของครอบครัวอาจลดลง ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่

ส่วนรถยนต์ที่กำลังผ่อนอยู่ ครอบครัวต้องรวบรวมเงินเพื่อชำระครั้งละ 2-3 เดือน รถยนต์แทบไม่ได้ใช้งาน และต้องลดค่าใช้จ่ายในทุกด้าน โดยอาศัยรับประทานอาหารจากร้านของครอบครัวเพื่อประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด

หมวดสมนึก กล่าวว่า ไม่เคยคิดว่าช่วงปลายชีวิตราชการจะต้องมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ เพราะไม่มีเงินเก็บ และเงินเดือนเหลือเพียง 154 บาท ทำให้แผนที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านหลังเกษียณต้องพับลง แต่ยังคงสู้ต่อไป เพราะยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล

แม้จะเจ็บปวดจากการถูกเพื่อนที่ไว้ใจทิ้งภาระหนี้ไว้ให้ แต่หมวดสมนึกบอกว่า วันนี้ต้องยอมรับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง พร้อมฝากเรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ถึงเพื่อนข้าราชการและประชาชนทั่วไป

ก่อนเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้ใคร อย่าตัดสินใจเพียงเพราะความสนิทหรือคำว่าเพื่อน แต่ควรตรวจสอบวินัยทางการเงิน ความรับผิดชอบ และวัตถุประสงค์ของการกู้ให้รอบคอบ เพราะหากผู้กู้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันอาจต้องแบกรับภาระหนี้ จนกระทบทั้งเงินเดือน หน้าที่การงาน และอนาคตของครอบครัว

หมวดสมนึก กล่าวทิ้งท้ายว่า ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต จึงอยากให้ทุกคนตรวจสอบให้ดีว่าผู้กู้จะนำเงินไปทำอะไร และมีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด อย่าเชื่อใจเพียงเพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น

“พลาดครั้งเดียวอาจกระทบไปทั้งชีวิต ต้องดูให้ดีว่าเขากู้ไปทำอะไร และมีความรับผิดชอบแค่ไหน อย่าเชื่อใจเพียงเพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ส่วนผมเจ็บมาก แต่เราพลาดไปแล้ว ก็ต้องทำใจและสู้ต่อไป”

ปัจจุบัน ครอบครัวของหมวดสมนึกเปิดร้านอาหารตามสั่งอยู่ที่ตลาดเฟส 1 ของเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 1 โดยใช้ชื่อร้านว่า “เจ้หนูอาหารตามสั่ง” เพื่อเป็นรายได้หลักในการดูแลครอบครัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ