จากกรณีครอบครัวผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อสายไหมต้องรอด เพื่อขอความเป็นธรรม หลังแม่ถูกอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ขับรถชนท้าย ก่อนเกิดการโต้เถียงและมีเหตุรถพุ่งชนซ้ำ โดยมีกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้
ครอบครัวยังตั้งข้อสงสัยถึงขั้นตอนการตรวจวัดแอลกอฮอล์ เนื่องจากหลังเกิดเหตุไม่ได้มีการตรวจวัดทันที โดยระบุว่าได้รับแจ้งว่าชุดตรวจหมด จึงขอให้เจ้าหน้าที่นำตัวคู่กรณีไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล ก่อนพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
ล่าสุด วันที่ 7 กันยายน 2569 อดีต ผอ.โรงเรียน เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว โดยชี้แจงเรื่องการดื่มว่า ตนดื่มมาก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน แต่ไม่ได้ดื่มในวันเกิดเหตุ พร้อมระบุว่าในวันเกิดเหตุมีอาการง่วงนอน ก่อนขับรถตามรถคู่กรณีมา และไม่ทันระวังขณะรถด้านหน้าเบรก จึงเกิดการชนท้ายขึ้น
ส่วนเหตุที่รถพุ่งชนซ้ำ อดีต ผอ.โรงเรียน ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนา โดยหลังเกิดเหตุได้เรียกบริษัทประกันมาดำเนินการ และตั้งใจจะถอยรถเพื่อให้เจ้าหน้าที่ประกันถ่ายภาพ แต่เนื่องจากรถเป็นเกียร์อัตโนมัติและอยู่ในความรีบร้อน จึงพลาดเข้าเกียร์จนรถเคลื่อนไปชนอีกครั้ง
เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็มาโวยวายใหญ่ ผมนั่งอยู่บนรถ ไม่อยากลงไปโต้เถียง เพราะว่าเขามาตั้ง 4 คน ผมคนเดียว ผมก็นั่งอยู่บนรถ แล้วเขาก็มาเปิดประตูรถผมข้างหน้า เรียกลงไปผมก็บอกว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ผมก็บอกคุยกันไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวรอประกันดีกว่า ก็เท่านั้นเอง นี่คือข้อเท็จจริง

ด้าน พ.ต.ท.พิชัย ไชยกุล รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.หนองแค เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา บริเวณทางเข้าวัดหนองปลาหมอ ต.หนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและส่งตัวคู่กรณีไปเจาะเลือดตรวจที่โรงพยาบาลหนองแค
ล่าสุด ผลตรวจเลือดถูกส่งกลับมายังพนักงานสอบสวนแล้ว พบว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำผลตรวจดังกล่าวประกอบสำนวนเพื่อดำเนินคดี
พ.ต.ท.พิชัย ระบุว่า คดีจะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นคดีจราจร จากกรณีขับรถขณะเมาสุราและขับรถชนทรัพย์สินของผู้เสียหาย โดยเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อนแจ้งข้อหาและส่งฟ้องตามกฎหมาย
อีกส่วนเป็นเหตุการณ์หลังการชนครั้งแรก ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเกิดการต่อว่าและมีการขับรถชนซ้ำ โดยตำรวจได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว และจะสอบปากคำผู้เสียหายทั้ง 2 คนเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเรียกผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหา
เบื้องต้นตำรวจระบุพบการกระทำที่เข้าข่ายความผิดรวม 3 ข้อหา โดยเกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายจราจรทางบก การขับรถโดยประมาทและขับรถขณะเมาสุรา รวมถึงความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะพิจารณาพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนดำเนินคดี
พ.ต.ท.พิชัย ยืนยันว่า ผลตรวจเลือดระบุชัดว่าปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และหลังจากนี้จะรวบรวมหลักฐานฝ่ายผู้กล่าวหาให้ครบถ้วน ก่อนเรียกผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหาและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป