เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาฃ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือนักศึกษาที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยคนร้ายใช้วิธีปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ โทรศัพท์ข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ก่อนหลอกให้โอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์
เจ้าหน้าที่สามารถเข้าระงับเหตุและช่วยเหลือนักศึกษาได้ 2 กรณี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยแต่ละกรณีมีรูปแบบการหลอกลวงที่คล้ายกัน คือการสร้างความหวาดกลัว อ้างว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีอาญา และห้ามเปิดเผยเรื่องให้บุคคลอื่นทราบ

เคสแรก นักศึกษาวัย 18 ปี เกือบถอนเงิน 3.1 แสนบาท โชคดีธนาคารเห็นพิรุธแจ้งตำรวจทัน เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจ สภ.เมืองมหาสารคาม เข้าตรวจสอบเหตุ หลังได้รับข้อมูลว่านักศึกษาชาย อายุ 18 ปี ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม กำลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกให้ถอนเงินสดจำนวน 310,000 บาท เพื่อนำไปโอนเข้าบัญชีที่คนร้ายกำหนด
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้เสียหาย จึงรีบประสานตำรวจ พร้อมพยายามชะลอการทำธุรกรรมเพื่อรอเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ เมื่อตำรวจเดินทางถึงธนาคาร พบผู้เสียหายกำลังทำธุรกรรมอยู่ที่เคาน์เตอร์ จึงเข้าแจ้งเตือนว่าอาจกำลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ พร้อมขอให้หยุดการถอนเงินและเชิญตัวไปสอบถามข้อเท็จจริงที่ สภ.เมืองมหาสารคาม
จากการสอบถามพบว่า ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ AIS แต่เป็นมิจฉาชีพ โดยกล่าวหาว่าเบอร์โทรศัพท์ของผู้เสียหายถูกนำไปใช้หลอกลวงผู้อื่นในพื้นที่ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นอ้างว่าจะโอนสายไปยังตำรวจ สภ.พิจิตร ผ่านแอปพลิเคชันไลน์
เมื่อเข้าสู่ไลน์ ผู้เสียหายถูกตำรวจปลอมส่งเอกสารที่มีข้อมูลส่วนตัวมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนกล่าวหาว่าผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารให้ผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินนำไปใช้ และข่มขู่ว่าต้องโอนเงินให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อตรวจสอบภายใน 30 นาที หากไม่ดำเนินการจะถูกออกหมายจับ คนร้ายยังสั่งห้ามผู้เสียหายบอกเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น แม้แต่พ่อแม่ โดยอ้างว่าหากมีผู้ใดรับรู้ ทุกคนจะถูกดำเนินคดีและออกหมายจับไปด้วย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ
เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสด มิจฉาชีพจึงบังคับให้โทรศัพท์ไปหลอกผู้ปกครอง ซึ่งประกอบอาชีพค้าขาย โดยให้แต่งเรื่องว่าต้องใช้เงินด่วนเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ผู้ปกครองหลงเชื่อและโอนเงินมาให้ ก่อนผู้เสียหายจะเดินทางไปธนาคารเพื่อถอนเงินตามคำสั่ง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างพูดคุย ผู้เสียหายเริ่มสงสัยว่าอาจถูกหลอก จึงบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ รวมทั้งพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางอินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่ทันพบข้อมูล เนื่องจากมิจฉาชีพเร่งรัดและกดดันเรื่องเวลาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งตำรวจเข้ามาระงับธุรกรรมได้ทันก่อนเกิดความเสียหายเพิ่มเติม

สำหรับเคสที่สอง นักศึกษาหญิงถูกคุมเกมกว่า 2 วัน หลอกผู้ปกครองหาเงิน 1.5 ล้าน ก่อนตำรวจเข้าช่วย เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 22 ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกและควบคุมให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่องนานกว่า 2 วัน
เหตุเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เมื่อผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากคนร้ายที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS กล่าวหาว่าชื่อของเธอถูกใช้เป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ที่นำไปหลอกลวงผู้เสียหายหลายรายในพื้นที่ สภ.เมืองระนอง ก่อนหลอกให้แอดไลน์และพูดคุยกับบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจ สภ.เมืองระนอง
ตำรวจปลอมกล่าวหาว่าผู้เสียหายมีบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับการรับเงินผิดกฎหมาย พร้อมข่มขู่ว่าหากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องไปเปิดห้องพักและอยู่เพียงลำพัง ห้ามบอกเรื่องดังกล่าวกับใคร เพราะหากมีบุคคลอื่นรับรู้จะถูกดำเนินคดีไปด้วย
ระหว่างนั้น คนร้ายบังคับให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ก่อนอ้างว่าจะช่วยเหลือเรื่องคดี หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยกำหนดให้ผู้เสียหายนำเงินสด 1 ล้านบาทมาเป็นหลักประกัน

เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงิน คนร้ายจึงบังคับให้แต่งเรื่องหลอกผู้ปกครองว่าได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ แต่จำเป็นต้องมีเงินอยู่ในบัญชีจำนวน 1 ล้านบาท จึงจะได้รับทุนดังกล่าว ด้วยความกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี ผู้เสียหายจึงโทรศัพท์ไปพูดตามเรื่องที่คนร้ายกำหนด
ต่อมาคนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายถอนเงินสด 1 ล้านบาท ก่อนนำไปส่งมอบให้ชายรายหนึ่งที่มารอรับบริเวณลานจอดรถของโรงแรมในวันที่ 27 สิงหาคม โดยอ้างว่าจะนำเงินไปตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์
แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านั้น คนร้ายยังอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอ พร้อมบังคับให้ผู้เสียหายหลอกผู้ปกครองอีกครั้งว่า ต้องโอนเงินเพิ่ม 500,000 บาท เพื่อยืนยันลำดับคิวในการขอทุนศึกษาต่อต่างประเทศ เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้เสียหายจึงนำไปส่งมอบให้ชายคนเดิมบริเวณลานจอดรถในวันที่ 28 สิงหาคม
ตลอดระยะเวลากว่า 2 วัน คนร้ายบังคับให้ผู้เสียหายเปิดวิดีโอคอลไว้ตลอดเวลา เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวและกำกับให้ทำตามคำสั่งทุกขั้นตอน ก่อนจะเรียกร้องเงินเพิ่มอีก 100,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการแสดงความบริสุทธิ์
ผู้เสียหายเริ่มเกิดความเครียดอย่างหนัก แต่ไม่สามารถบอกเรื่องดังกล่าวกับใครได้ จึงพยายามขอยืมเงินเพื่อน 20,000 บาท และติดต่อขอยืมเงินจากแฟนหนุ่ม อย่างไรก็ตาม พ่อของผู้เสียหายและแฟนหนุ่มเริ่มสงสัยถึงความผิดปกติ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งตำรวจ สภ.พุทธมณฑล ให้ช่วยติดตามตัว
กระทั่งวันที่ 28 สิงหาคม เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายได้สำเร็จ เมื่อพบหน้าพ่อ ผู้เสียหายถึงกับทรุดลงร้องไห้และกล่าวเพียงคำว่า ขอโทษ ก่อนเจ้าหน้าที่จะช่วยปลอบและดูแลจนสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น จากนั้นจึงสอบถามและทราบรายละเอียดทั้งหมด
กรณีนี้พบว่าผู้เสียหายสูญเงินไปแล้วรวมกว่า 1.5 ล้านบาท โดยตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและทราบข้อมูลบุคคลในขบวนการที่ทำหน้าที่มารับเงินสดจากผู้เสียหายแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น
เจ้าหน้าที่ ACSC เตือนประชาชนว่า หน่วยงานราชการ ตำรวจ หรือสถาบันการเงินจะไม่ใช้วิธีวิดีโอคอลควบคุมตัว ไม่สั่งให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และไม่ข่มขู่ให้ประชาชนตัดขาดการติดต่อกับครอบครัว หากได้รับสายลักษณะดังกล่าวควรตั้งสติ หยุดทำธุรกรรม และรีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสายด่วนตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือทันที