ช็อก! ร้านไอศกรีมชื่อดัง ประกาศขายกิจการ เจ้าของเผยสาเหตุไม่มีใครคาดคิด
ช็อก! ร้านไอศกรีมชื่อดัง ประกาศขายกิจการ เจ้าของเผยสาเหตุไม่มีใครคาดคิด
ข่าวสังคม - โซเชียล

ช็อก! ร้านไอศกรีมชื่อดัง ประกาศขายกิจการ เจ้าของเผยสาเหตุไม่มีใครคาดคิด

ฟังข่าวนี้

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก Hawell’s แบรนด์ไอศกรีมไทย โพสต์ประกาศหาผู้รับช่วงต่อกิจการ มูลค่า 165 ล้านบาท พร้อมระบุค่าแนะนำ 5 ล้านบาท โดย ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ประธานกรรมการ บริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยถึงเหตุผลในการขายกิจการ รวมถึงแผนการขยายธุรกิจและเป้าหมายในช่วงเวลาที่เหลือก่อนเตรียมออกบวช

โดยข้อความระบุว่า ขออภัยลูกค้าทุกท่านที่ฮาเวลส์ยังไม่สามารถเปิดสาขาในพื้นที่ใกล้บ้านได้ในขณะนี้ เนื่องจากตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามติดต่อห้างสรรพสินค้าเพื่อขอพื้นที่เปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีพื้นที่สำหรับฮาเวลส์ แม้จะมีบางพื้นที่ว่างจากร้านเดิมที่ย้ายออกไปแล้วก็ตาม และไม่ว่าจะติดต่อไปกี่ครั้งก็ยังได้รับคำตอบในลักษณะเดิม

ขณะที่การเปิดร้านแบบสแตนอโลนก็จำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนจำนวนมาก ส่วนแนวคิดเรื่องการเปิดแฟรนไชส์ขนาดเล็ก แม้เคยมีการวางแผนไว้ แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบหลายครั้งแล้วเห็นว่าอาจสร้างปัญหามากกว่าผลดี และอาจส่งผลให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหายจนยากต่อการกู้คืน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจมองหาผู้รับช่วงต่อ

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ ตนเองและครอบครัวเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเท่านั้น จึงเห็นว่าหากยังเดินหน้าขยายสาขาด้วยตนเองต่อไป อาจมีเวลาไม่เพียงพอที่จะผลักดันฮาเวลส์ให้ขยายไปทั่วประเทศและต่างประเทศได้ตามเป้าหมาย

ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดว่า ควรส่งต่อกิจการให้กับผู้ที่มีความรักในธุรกิจไอศกรีมและมีศักยภาพในการบริหาร เพื่อให้ฮาเวลส์สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะปัจจุบันแบรนด์มีองค์ประกอบต่าง ๆ พร้อมสำหรับการแข่งขันกับไอศกรีมแบรนด์อื่นแล้ว

สำหรับจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ ระบุว่าไอศกรีมนมแบบ Soft มีความเข้มข้นของรสชาติ และเชื่อว่าไม่มีแบรนด์ใดสามารถเทียบได้ โดยหากฮาเวลส์สามารถเข้าไปเปิดในห้างสรรพสินค้าได้ จะมีโอกาสสร้างฐานลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันในธุรกิจไอศกรีมจะวัดกันที่รสชาติเป็นสำคัญ และเมื่อผู้บริโภคได้ลองรับประทานไอศกรีมที่มีรสชาติอร่อยแล้ว การกลับไปเลือกรับประทานสินค้าที่อร่อยน้อยกว่าอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

ส่วนไอศกรีมแบบ Hard ปัจจุบันฮาเวลส์ได้พัฒนาสูตรใหม่ที่เน้นความแน่น เนียน เหนียว และนุ่ม โดยมีอากาศแทรกอยู่ในเนื้อไอศกรีมน้อย และระบุว่าคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกับฮาเก้น-ดาส แต่สามารถจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าสเวนเซ่นส์ได้ นอกจากนี้ยังพัฒนาสูตรไว้ถึง 100 รสชาติ โดยเชื่อว่าหากได้รับพื้นที่ในการแข่งขันกับแบรนด์อื่น ลูกค้าจะเลือกฮาเวลส์จากรสชาติระดับพรีเมี่ยมในราคาที่คุ้มค่า

ดังนั้นจึงมั่นใจว่า หากได้ผู้มีศักยภาพเข้ามารับช่วงต่อ ฮาเวลส์จะสามารถขยายตลาดไปทั่วประเทศและต่อยอดไปยังตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีโครงสร้างต้นทุนสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากบริษัทเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดให้ซื้อวัตถุดิบราคาแพงจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันแบรนด์ยังมีความเชื่อมั่นจากลูกค้าในด้านคุณภาพมาเป็นเวลากว่า 25 ปี

นอกจากนี้ยังระบุว่า สื่อมวลชนให้ความสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวของฮาเวลส์มาโดยตลอด เพราะแบรนด์ไม่ใช่ผู้เล่นรายใหม่ แต่เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมที่จะกลับมาทวงตำแหน่งแบรนด์ไอศกรีมที่ครองใจลูกค้าอีกครั้ง

สำหรับสิ่งที่จะส่งมอบให้ผู้รับช่วงต่อ ประกอบด้วย ที่ดินขนาด 7 ไร่ ในพื้นที่บางบัวทอง มูลค่า 100 ล้านบาท อาคารสำนักงานและโรงงานพร้อมเครื่องจักร รวมถึงใบอนุญาตโรงงาน มูลค่ารวม 40 ล้านบาท ร้านฮาเวลส์ ไอศกรีมแอนด์ฟาสต์ฟู้ด มูลค่า 6 ล้านบาท ตลอดจนแบรนด์ฮาเวลส์และเครื่องหมายการค้า โนฮาวทั้งหมดตลอดระยะเวลา 37 ปี และสูตรไอศกรีมทั้งหมด ทั้ง Soft Ice Cream และ Hard Ice Cream

เมื่อรวมทรัพย์สินและสิ่งที่ส่งมอบทั้งหมดแล้ว มีมูลค่ารวม 165 ล้านบาท โดยระบุว่าไม่ได้บวกกำไรเพิ่มเติมแต่อย่างใด และหากผู้รับช่วงต่อเป็นผู้ที่มีศักยภาพและมีเครดิตดี ก็สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำไปใช้ขยายสาขา โดยแทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนของตนเอง เพราะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ และคาดว่าสามารถกู้ได้มากกว่า 200 ล้านบาท

สำหรับแผนธุรกิจที่วางเอาไว้ หากได้รับเงินทุนพร้อมดำเนินการ ในช่วง 2 ปีแรกจะเปิดร้านไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟทั่วประเทศจำนวน 300 สาขา ตั้งเป้ายอดขายรวมต่อปีไว้ที่ 2,880 ล้านบาท

พร้อมกันนั้นจะเปิดร้านฮาร์ดไอศกรีมอีก 100 สาขา ตั้งเป้ายอดขายต่อปี 2,400 ล้านบาท และติดตั้งเครื่องจำหน่ายไอศกรีมถ้วยอัตโนมัติจำนวน 5,000 จุด โดยตั้งเป้ายอดขายต่อปี 3,510 ล้านบาท จากประมาณการยอดจำหน่ายจุดละ 30 ถ้วยต่อวัน ในราคาถ้วยละ 65 บาท

เมื่อรวมรายได้จากทั้ง 3 ธุรกิจ จะมียอดขายต่อปีตามแผนรวม 8,790 ล้านบาท และเมื่อครบ 3 ปี มีเป้าหมายที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยประเมินว่ามูลค่าบริษัทจะสูงกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นเป้าหมายที่สามารถเกิดขึ้นได้

ดร.ษิริพงศ์ระบุว่า เหตุผลที่มีความมั่นใจต่อแผนดังกล่าว เป็นเพราะเชื่อว่าไอศกรีมฮาเวลส์มีรสชาติที่เหนือกว่าคู่แข่ง ขณะที่ร้านก็สามารถพัฒนาให้มีความหรูหราและได้มาตรฐานในระดับเดียวกับธุรกิจฟาสต์ฟู้ดของคู่แข่ง จึงทำให้เกิดความมั่นใจว่าหากได้เดินหน้าธุรกิจอย่างจริงจัง จะสามารถแข่งขันและเอาชนะคู่แข่งได้ และความมั่นใจดังกล่าวทำให้มีพลังในการทำงานอย่างเต็มที่

จากนั้นสามารถต่อยอดไปสู่เป้าหมายในการขยายตลาดทั่วโลก เพราะหากฮาเวลส์สามารถเอาชนะคู่แข่งในประเทศไทยได้ ก็เชื่อว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เช่นกัน เนื่องจากไอศกรีมชั้นนำจากทั่วโลกต่างเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้ว

ส่วนรายละเอียดของแผนธุรกิจทั้งหมดจะอยู่ใน Project Plan โดยระบุว่าการตัดสินใจแจ้งเรื่องนี้ต่อลูกค้า เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จักฮาเวลส์ได้มากไปกว่าลูกค้าประจำที่รับประทานผลิตภัณฑ์มาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี

จึงขอให้ลูกค้าช่วยแนะนำผู้ที่มีศักยภาพเข้ามารับมอบกิจการ เพื่อนำฮาเวลส์ไปพัฒนาต่อให้เติบโต และขยายสาขาจนสามารถกลับมาอยู่ใกล้บ้านลูกค้าทั่วประเทศได้ในเร็ววัน

สำหรับเงื่อนไขค่าแนะนำ ผู้ที่เข้ามารับมอบกิจการจะต้องเป็นผู้ที่ระบุชื่อผู้แนะนำเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาการแนะนำซ้ำซ้อน โดยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับฮาเวลส์จะถูกรวบรวมอยู่ในโปรเจ็คแพลน ผู้แนะนำจึงไม่จำเป็นต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

หากทำรายการที่มูลค่า 165 ล้านบาท ค่าแนะนำจะอยู่ที่ 5 ล้านบาท แต่หากราคาซื้อขายเป็นจำนวนอื่น ไม่ว่าจะสูงกว่าหรือต่ำกว่า 165 ล้านบาท จะคิดค่าแนะนำในอัตรา 3% และการเจรจาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้สนใจรับมอบกิจการได้ศึกษาโปรเจ็คแพลนจนเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดแล้ว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอโปรเจ็คแพลนได้ผ่านลิงก์ที่ระบุไว้ https://lin.ee/x3Kxfqu

เปิดเหตุผลขายกิจการฮาเวลส์

ในส่วนเหตุผลที่ระบุว่า ตนเองและครอบครัวเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี ดร.ษิริพงศ์ได้เขียนอธิบายเรื่องราวเบื้องหลังว่า ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งขณะนั้นตนเองมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องการร่ำรวย แต่ยังไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่าสูตรของความร่ำรวยที่แท้จริงคืออะไร

จึงเริ่มหันไปศึกษาศาสนา โดยช่วงแรกศึกษาหลายศาสนา เพราะต้องการพิสูจน์เรื่องพระเจ้า หากสามารถพิสูจน์ได้จริงและสามารถพูดคุยกับพระเจ้าได้ ก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่และพร้อมปฏิบัติตามคำสอนทุกประการ แต่เมื่อยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว จึงพักเรื่องดังกล่าวเอาไว้ก่อน

ต่อมาจึงหันมาศึกษาพระพุทธศาสนา โดยยอมรับว่าในช่วงแรกเป็นศาสนาที่ชอบน้อยที่สุด เพราะมองว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายต่างนับถือพระพุทธศาสนากันมา แต่ไม่เห็นว่าจะช่วยให้ร่ำรวยขึ้นอย่างไร และพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปแล้ว จึงเกิดคำถามว่าจะสามารถพิสูจน์พระองค์ได้อย่างไร

จนกระทั่งวันหนึ่งได้อ่านหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องราวในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับพระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งได้ทูลขอพุทธานุญาตจากพระพุทธเจ้าเพื่อไปชมสวรรค์และนรก

หลังจากอ่านรายละเอียดแล้วจึงเกิดคำถามว่า ในเวลานั้นพระมหาโมคคัลลานะยังมีชีวิตอยู่ แล้วเหตุใดจึงสามารถไปสวรรค์และนรกได้ คำถามดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เพราะทำให้ตัดสินใจว่าจะต้องพิสูจน์เรื่องสวรรค์และนรกด้วยตนเอง โดยคิดว่าหากพระมหาโมคคัลลานะสามารถไปได้ ตนเองก็ควรจะสามารถไปได้เช่นกัน และหากคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นจริง ก็ต้องการพิสูจน์ให้เห็นด้วยประสบการณ์ของตัวเอง

หลังจากนั้นจึงเดินทางไปหลายจังหวัดในภาคกลาง เพื่อค้นหาพระอาจารย์ที่สามารถสอนวิธีปฏิบัติในเรื่องนี้ แต่ผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่พบพระอาจารย์ที่สามารถเดินทางไปสวรรค์และนรกได้

ต่อมาคนข้างบ้านได้บอกว่าอาจารย์ของเขาสามารถไปสวรรค์และนรกได้ จึงดีใจมากและขอให้พาไปพบพระอาจารย์ในคืนนั้นทันที แต่ได้รับคำตอบว่าต้องลางานก่อนและจะไปกันในวันรุ่งขึ้น

เมื่อเดินทางไปถึงวัด พระอาจารย์ได้เริ่มสอนให้นั่งสมาธิ และในการนั่งสมาธิครั้งแรกก็เกิดประสบการณ์ที่สร้างความประหลาดใจอย่างมาก เพราะแม้จะหลับตาอยู่แต่กลับเห็นภาพต่าง ๆ ราวกับกำลังลืมตา โดยภาพที่เห็นมีความสว่างมาก

ภาพที่เห็นมีทั้งเด็กอยู่ในครรภ์มารดา ภาพใต้ท้องทะเลที่สวยงาม และภาพอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสำหรับตนเองประสบการณ์เหล่านั้นถือเป็นกำลังใจและทำให้เชื่อว่าการปฏิบัติสมาธิน่าจะดำเนินมาถูกทาง

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเดิมยังคงเป็นการพิสูจน์เรื่องสวรรค์และนรกด้วยประสบการณ์ของตัวเอง

พระอาจารย์จึงสอนว่า… “ถ้าษิริพงศ์ต้องการไปให้ถึงจุดนั้น ษิริพงศ์จะต้องฝึกสมาธิอย่างจริงจัง เมื่อเกิดความเจ็บปวดและทรมาน ษิริพงศ์จะต้องอดทนและอย่ากระดิกตัว อดทนไปจนกว่าความเจ็บปวดนั้นจะหายไปเอง

และเมื่อษิริพงศ์สามารถทนได้ทุกครั้ง ก็จะเหลืออีกด่านนึงคือความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ เพราะความตายนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว น่าหวาดเสียว ยากนักที่คนปกติจะยอมตาย แต่ถ้าษิริพงศ์สามารถยอมตายได้ ษิริพงศ์ก็จะสามารถออกนอกร่างได้ เหาะเหินเดินอากาศได้

และจะได้รู้ถึงโลกหลังความตายว่ามีอยู่จริง”

หลังจากนั้นจึงเริ่มฝึกสมาธิอย่างจริงจัง โดยอยู่ที่วัดประมาณ 7 วัน ก่อนกลับมาปฏิบัติต่อที่บ้าน รวมเวลาประมาณ 2 เดือน 20 วัน นั่งสมาธิวันละ 2 ครั้ง ครั้งละมากกว่า 2 ชั่วโมง และหลายครั้งต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความทรมานอย่างมากจนแทบขาดใจ

จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างการนั่งสมาธิ เกิดประสบการณ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต โดยรู้สึกราวกับมีงูเหลือมขนาดใหญ่มารัดร่างจนไม่สามารถหายใจเข้าได้ ความรู้สึกดังกล่าวดำเนินไปเป็นเวลานานจนคิดว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตาย

ในครั้งแรก ด้วยความกลัวตายจึงยอมแพ้ และครั้งที่สองก็ยังยอมแพ้อีก เพราะเป็นห่วงลูกและภรรยาและคิดว่าหากเสียชีวิตจริง ครอบครัวจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรและจะลำบากเพียงใด

แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สาม จึงตัดสินใจว่าจะไม่ถอยออกจากสมาธิ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พร้อมยอมรับความตาย และเมื่อไม่สามารถหายใจเข้าร่างได้เป็นเวลานาน ก็รู้สึกหวาดเสียวอย่างรุนแรง ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองกระเด้งออกมาอยู่ในท่ายืน ซึ่งมองว่าเป็นการออกนอกร่างครั้งแรกและทำให้รู้สึกดีใจอย่างมากจนขนลุกไปทั่วตัว

หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป ก็นึกถึงคำแนะนำของพระอาจารย์ว่า เมื่อออกมานอกร่างได้แล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือการเหาะ เพราะการเหาะนั้น มันมาก

จึงนึกในใจว่าเหาะ และระบุว่าร่างของตนเองก็พุ่งขึ้นไปในอากาศด้วยความเร็วมาก โดยยังมีรายละเอียดอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เล่าทั้งหมด จากนั้นเมื่อกลับมานั่งสมาธิในครั้งต่อ ๆ ไป ก็ระบุว่าสามารถออกนอกร่างได้แทบทุกครั้ง และเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ รวมถึงมีความชำนาญในเรื่องการขาดใจตาย เพราะก่อนออกจากร่างจะต้องผ่านภาวะที่รู้สึกเหมือนขาดใจตายทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเห็นสวรรค์และนรกได้ พระอาจารย์จึงแนะนำให้อธิษฐานก่อนนั่งสมาธิทุกครั้ง และหลังจากฝึกต่ออีกประมาณ 2 ถึง 3 เดือน จึงระบุว่าได้ไปเห็นสวรรค์ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย แต่ขอละไว้ก่อน ทำให้เชื่อว่าสวรรค์มีอยู่จริง และเมื่อออกจากสมาธิแล้วจึงทำตามคำสัญญาที่เคยตั้งไว้ว่า หากสามารถพิสูจน์สวรรค์และนรกได้ จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ

จากนั้นจึงสั่งซื้อพระไตรปิฎก 91 เล่มมาศึกษาอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร และหากต้องการร่ำรวยควรปฏิบัติอย่างไร

โดยระบุว่าได้เรียนรู้ว่า หากต้องการร่ำรวยก็ต้องทำทานอย่างถูกต้อง แม้ทำน้อยแต่ได้รับผลมาก ขณะที่คนที่ไม่รู้ธรรมะอาจทำเป็นร้อยล้านแต่ได้กลับมาเพียง 20 ส่วนคนที่รู้ธรรมะอาจทำเพียง 20 แต่กลับได้รับเป็น 1,000 ล้าน นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างว่า บางคนตักบาตรทุกวันตั้งแต่เด็กจนแก่ แต่กลับได้เป็นเพียงคนรับใช้บนสวรรค์ชั้นที่ 2 ขณะที่บางคนทำบุญเพียงครั้งเดียวด้วยข้าวหนึ่งจาน กลับได้ไปเกิดเป็นเจ้าครองวิมาน (คล้ายพระราชาแต่มีประสกนิกรเป็นพันล้านคน) บนสวรรค์ชั้นที่ 5

จากความเข้าใจดังกล่าว จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการทำทานอย่างถูกต้อง การรักษาศีลห้าอย่างถูกต้อง การรักษาศีลอุโบสถอย่างถูกต้อง และการนั่งสมาธิอย่างถูกต้อง เมื่อนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ในชีวิตอย่างจริงจัง จึงเริ่มทำกิจการฮาเวลส์

ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ฮาเวลส์สามารถเปิดได้ถึง 22 สาขา และได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็ให้ความสนใจ รวมถึงมีโอกาสออกรายการ สู้แล้วรวย และรายการโทรทัศน์กับวิทยุอีกหลายรายการ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งในเวลานั้นมีการเตรียมกู้เงินเพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาทเพื่อขยายกิจการ

ต่อมาได้เขียนหนังสือชื่อ ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก และติดอันดับหนังสือขายดี Top 5 ของร้านหนังสือหลายแห่ง โดยตีพิมพ์มาแล้ว 44 ครั้ง รวมจำนวนหลายแสนเล่ม

เมื่อมีผู้คนจำนวนมากอ่านหนังสือดังกล่าว หลายคนต้องการรับฟังเรื่องราวจากเจ้าตัวโดยตรง จึงมีการลงชื่อผู้สนใจไว้ และเมื่อครบ 1,000 คนจะจัดการบรรยายขึ้นหนึ่งครั้ง โดยได้จัดบรรยายในลักษณะนี้มาแล้วหลายร้อยครั้ง และครั้งสุดท้ายจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งสถานที่สามารถรองรับผู้ฟังได้ประมาณ 3,000 คน

หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเป็นนักธุรกิจไปสู่การเป็นผู้บรรยายธรรมะ เป็นอาจารย์สอนธรรมะ และจัดตั้งมูลนิธิเพื่อเผยแผ่ธรรมะ นอกจากนี้ยังได้คิดค้นนวัตกรรมเปลี่ยนพลาสติกเป็นน้ำมันดีเซล โดยพัฒนาคุณภาพน้ำมันให้ได้ตามมาตรฐานที่กระทรวงพลังงานกำหนด และได้รับการยอมรับด้านนวัตกรรมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม หลังจากศึกษาธรรมะมานานหลายสิบปี มุมมองในชีวิตกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ต้องการร่ำรวย กลายเป็นต้องการสร้างบุญกุศลให้มากขึ้น และมีเป้าหมายที่จะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน โดยมีการอธิษฐานในเรื่องนี้มาโดยตลอด ประกอบกับประสบการณ์ที่ระบุว่าได้เห็นนรกด้วยตนเอง ทำให้มุมมองและแนวทางการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป

ยิ่งเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎธรรมชาติและกฎของจักรวาลตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ทำให้เกิดความเชื่อว่า มนุษย์เกือบทั้งหมดที่ดำเนินชีวิต ทำมาหากิน สนุกสนาน หรือใช้เวลาอยู่บนโลกโซเชียล เมื่อเสียชีวิตแล้วจะต้องลงสู่อบายภูมิกันเกือบทั้งหมด

โดยระบุว่า ผู้ที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์และเทวดามีไม่ถึง 0.001% เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มักไหลไปตามกระแสของโลก ซึ่งมองว่ากระแสโลกคือการไหลไปสู่อบายภูมิและมีนรกเป็นเบื้องล่าง พร้อมมองว่าความไม่รู้ในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่โหดร้าย และการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลวร้ายยิ่งกว่า

สำหรับตนเองแล้ว การได้เป็นมหาเศรษฐี พระราชา หรือแม้แต่เทวดา ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดอีกต่อไป แต่เป้าหมายในปัจจุบันคือการบำเพ็ญเพียรและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มกำลัง เพื่อมุ่งสู่การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ดร.ษิริพงศ์ระบุว่า ได้วางแผนเกี่ยวกับการออกบวชมาประมาณ 15 ปีแล้ว โดยลูกและภรรยาต่างก็เตรียมใจเรื่องนี้ไว้ และในปัจจุบันระยะเวลาที่กำหนดไว้เหลืออีกเพียง 2 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะต้องหาสถานที่เพื่อสร้างป่าสำหรับใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ตั้งใจจะออกบวชเป็นพระและปลีกวิเวกอย่างจริงจัง โดยจะไม่ติดต่อ ไม่พบเจอ และไม่พูดคุยกับใคร แม้กระทั่งลูกและภรรยา ยกเว้นพระพี่เลี้ยง และจะอนุญาตให้ลูกศิษย์เพียง 1 คนเป็นผู้นำอาหารมาถวาย โดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยหรือบอกกล่าวเรื่องราวใด ๆ

เมื่อออกบวชแล้ว ในความหมายของตนเองถือว่าได้แยกออกจากชีวิตทางโลก และแต่ละคนจะเดินไปตามเส้นทางของตนเอง โดยตั้งใจจะอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้นและทุ่มเทชีวิตให้กับการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มกำลัง

หากวันหนึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมตามที่ตั้งใจไว้ คือได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงจะกลับมาสู่สังคมอีกครั้ง เพื่อไปโปรดลูก ภรรยา ญาติ ๆ และลูกศิษย์ทั้งหลาย ฯลฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ