จากประเด็นร้อนเมื่อทายาทเจ้าของที่ดินออกมาเรียกร้องสิทธิ์บนที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น พื้นที่ 21 ไร่ หลังนายเฮียงบริจาคให้วัดเมื่อปี 2533 แต่ทายาทออกมาระบุยังไม่มีการโอนที่ดินอย่างเป็นทางการ จนเรื่องไปถึงชั้นศาล เมื่อฝ่ายทายาทฟ้องร้องวัด แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ก่อนต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 30 - 40 คนนั่งรถตู้นำท่อปูนมาขวางทางเข้าออกวัด จนกระทั่ง ตำรวจออกหมายเรียกป้าดา พร้อมพวกในเวลาต่อมา ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด รายการโหนกระแสวันนี้ (13 ส.ค. 2569) ได้พูดคุยกรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าดุลยาราม จ. ขอนแก่น อีกครั้ง ประเด็นสำคัญในครั้งนี้คือการที่ ป้าดา ซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนฝั่งทายาท อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยยึดหลักที่ว่าหลังโฉนดยังเป็นชื่อของนายเฮียงอยู่ ไม่ได้มีการโอน เพราะฉะนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาท

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดร. ประยุทธ์ ประเทศเสนา หรือ ทนายมหาหมี ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายในรายการอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำว่า กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเอกชนทั่วไป แต่เป็นเรื่องของกฎหมายมหาชนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์โดยตรง การที่วัดจะได้มาซึ่งที่ดินนั้นมี 4 ช่องทางหลัก คือ การซื้อขาย, การครอบครองปรปักษ์, การมีผู้ถวายให้ และการได้มาโดยผลของกฎหมายอื่น เช่น มรดกของพระ
สำหรับปัญหาที่หลายคนสงสัยว่า หากขณะถวายที่ดิน วัดยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่ดินจะตกเป็นของวัดได้อย่างไรนั้น มหาหมี ชี้แจงว่า กระบวนการตั้งวัดมี 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนการขออนุญาตสร้างวัด และขั้นตอนการขออนุญาตตั้งวัดเพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล
ในทางกฎหมายมหาชน การถวายที่ดินให้วัดหรือที่หลวงมีความพิเศษกว่าการให้ในทางแพ่งทั่วไป มหาหมี ระบุว่า มีคำพิพากษาศาลฎีกา 10-20 ฎีกา ระบุไว้ชัดเจนว่า การถวายที่ดินให้วัดไม่ต้องทำตามแบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ที่ระบุว่าการให้ที่ดินต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

แต่สำหรับที่วัดนั้น กฎหมายถือว่าที่ดินตกเป็นของวัดทันที ตั้งแต่วันที่แสดงเจตนาถวาย โดยไม่ต้องทำตามแบบ แม้ในขณะนั้นวัดจะมีสถานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์และยังไม่เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 31 แต่หากมีเจตจำนงถวายเพื่อสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินนั้นถือเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้ในการตั้งวัดทันที
นอกจากนี้ มหาหมีได้ยกข้อกฎหมายจากกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507) ออกตามความใน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ข้อ 5 ที่ระบุชัดเจนว่า ในกรณีที่มีผู้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด เมื่อสร้างวัดเสร็จสิ้นแล้ว ให้ผู้ที่ดำเนินการสร้างวัดนำที่ดินดังกล่าวมาโอนให้เป็นชื่อของวัด โดยกฎหมายระบุคำว่า ทายาท ไว้ด้วย ซึ่งหมายความว่า หากผู้ถวายเสียชีวิตลงก่อนการโอน ทายาทมีหน้าที่ต้องโอนที่ดินนั้นให้เป็นชื่อวัดตามเจตนารมณ์เดิม ไม่ว่ากระบวนการสร้างวัดจะใช้เวลานานกี่สิบปีก็ตาม ที่ดินนั้นย่อมมีสภาพเป็นที่วัดไปแล้วตั้งแต่วันที่ถวายโฉนด

มหาหมี อธิบายว่า สาระสำคัญของ สท. 2 คือ การที่เจ้าของที่ดินเซ็นยินยอมให้มหาเถรสมาคมหรือกรมการศาสนาอนุญาตให้ตั้งวัดได้ และในท้ายหนังสือยังระบุให้เจ้าพนักงานที่ดินและนายอำเภอรับโอนที่ดินนี้ให้เป็นของวัดหลังจากมีการตั้งวัดเสร็จสิ้น ดังนั้น สิทธิในที่ดินของนายเฮียงจึงขาดไปตั้งแต่วันที่ถวายโฉนดและลงนามในเอกสารดังกล่าวแล้ว
ขอบคุณ รายการโหนกระแส