โยนทิ้งด่วน! เปิดรายชื่อผลิตภัณฑ์เถื่อนล็อตใหญ่ ไร้ อย. ซ้ำส่งขายออนไลน์ว่อน
โยนทิ้งด่วน! เปิดรายชื่อผลิตภัณฑ์เถื่อนล็อตใหญ่ ไร้ อย. ซ้ำส่งขายออนไลน์ว่อน
ข่าวสังคม - โซเชียล

โยนทิ้งด่วน! เปิดรายชื่อผลิตภัณฑ์เถื่อนล็อตใหญ่ ไร้ อย. ซ้ำส่งขายออนไลน์ว่อน

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เดินหน้าปราบปรามผลิตภัณฑ์สุขภาพและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เข้าตรวจค้นโกดังในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งจัดเก็บและกระจายสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนตรวจยึดเครื่องสำอาง วัตถุอันตราย ยา และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย รวม 116 รายการ จำนวน 83,483 ชิ้น มูลค่ากว่า 8,348,300 บาท

ปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ และ พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบช.ก. โดยมี พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. พร้อมด้วย พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ, พ.ต.อ.ชัฏฐ นากแก้ว, พ.ต.อ.สำเริง อำพรรณทอง และ พ.ต.อ.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผบก.ปคบ. และ พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปคบ. ร่วมสั่งการ สำหรับชุดปฏิบัติการตรวจยึด นำโดย พ.ต.ท.หญิง อนุสรา บัวแดง สว.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ.

จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ปคบ. ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนให้ตรวจสอบร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งหนึ่ง หลังพบว่ามีการโฆษณาและจำหน่ายเครื่องสำอาง รวมถึงวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน ซึ่งสินค้าบางรายการไม่มีฉลากภาษาไทย หรือแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร้านค้าดังกล่าว พบว่ามีการนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาจำหน่ายจริง โดยสินค้าหลายรายการไม่มีฉลากภาษาไทย ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถทราบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับส่วนประกอบ สรรพคุณ ข้อบ่งใช้ และวิธีใช้ได้อย่างถูกต้อง และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือเกิดอันตรายจากการใช้งาน

เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนขยายผลจนทราบว่า สินค้าดังกล่าวถูกนำมาเก็บไว้ที่โกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ก่อนจะกระจายไปยังลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. นำหมายค้นของศาลแขวงสมุทรปราการเข้าตรวจค้นสถานที่จัดเก็บและกระจายสินค้าภายในโกดังดังกล่าว โดยพบ นายสุรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) แสดงตัวเป็นผู้ดูแลสถานที่

ผลการตรวจค้นพบสินค้าต้องสงสัยจำนวนมาก ประกอบด้วยเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้งและเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลากภาษาไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า Hadalabo, Biore, Coenrich Q10, ผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปาก, ยาสีฟัน Ora2me, แชมพูและครีมนวดผม FINO, TSUBAKI และ MACHERIE รวมถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งและย้อมสีผม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า และสบู่เหลว รวม 92 รายการ จำนวน 64,473 ชิ้น

นอกจากนี้ยังพบวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน ซึ่งไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงหรือขึ้นทะเบียน และไม่มีฉลากภาษาไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ MITSUEI, ผลิตภัณฑ์ซักผ้า P&G, สเปรย์ป้องกันเชื้อรา ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง และน้ำยาล้างจาน KAO รวม 22 รายการ จำนวน 4,300 ชิ้น

เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบยาในกลุ่มน้ำตาเทียม ยี่ห้อ ROHTO ซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำนวน 1 รายการ รวม 310 ชิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Ascorbic Acid ที่ไม่มีเลขสารบบอาหารอีก 1 รายการ จำนวน 14,400 ชิ้น รวมของกลางที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด 116 รายการ จำนวน 83,483 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,348,300 บาท ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการขยายผลของเจ้าหน้าที่พบว่า เดิมโกดังแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่พักและจัดเก็บสินค้านำเข้า ก่อนจะปรับรูปแบบมาให้บริการรับฝากสินค้า รวมถึงรับจ้างแพ็กและบรรจุสินค้าเพื่อจัดส่งให้ลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีผู้ประกอบการหลายรายใช้บริการ

ข้อมูลจากการสืบสวนพบว่า สถานที่ดังกล่าวมีการแพ็กสินค้าเพื่อจัดส่งประมาณวันละ 200-300 ชิ้น คิดค่าบริการบรรจุภัณฑ์ประมาณกล่องละ 10-12 บาท และดำเนินธุรกิจลักษณะนี้มานานกว่า 4 ปี

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินค้าภายในโกดังเพิ่มเติม พบว่าเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นหลายรายการ แต่ไม่ได้จดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และไม่มีฉลากภาษาไทยกำกับ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องนำเข้าสู่ร่างกาย

หนึ่งในของกลางที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญคือ น้ำตาเทียม ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและไม่มีฉลากภาษาไทย โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า การใช้ยาควรได้รับคำแนะนำจากเภสัชกร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย ขณะที่ยาที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับยาไม่ถูกต้อง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากการใช้ยา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ในฐานขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และฐานขายเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลากภาษาไทย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 กรณีขายวัตถุอันตรายที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ในฐานขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนฐานขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร หากเข้าข่ายจำหน่ายอาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. กล่าวว่า ตำรวจ บก.ปคบ. ยังคงเฝ้าระวังและตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายและไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผู้บริโภคและยกระดับความปลอดภัยในการเลือกซื้อสินค้า

พร้อมฝากเตือนประชาชน โดยเฉพาะการเลือกซื้ออาหารและยาที่ต้องรับประทานเข้าสู่ร่างกาย ควรตรวจสอบฉลากให้ละเอียด ทั้งข้อมูลสรรพคุณ ส่วนประกอบ ผู้ผลิต และสถานที่ผลิต รวมถึงเลือกซื้อสินค้าที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ เพราะฉลากถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างปลอดภัย

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ย้ำว่า หากผลิตภัณฑ์แสดงฉลากไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ผู้บริโภคอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับสินค้า และเมื่อนำไปใช้หรือบริโภคอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ พร้อมเตือนไปยังผู้ที่ลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเพื่อจำหน่ายว่า ขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว เนื่องจากหากตรวจพบ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ ประชาชนที่พบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค ได้ตลอดเวลา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ