เปิดชนวนเหตุ ดญ.เมียนมาทำร้ายนร.หญิงไทย
เปิดชนวนเหตุ ดญ.เมียนมาทำร้ายนร.หญิงไทย
ข่าวสังคม - โซเชียล

เปิดชนวนเหตุ ดญ.เมียนมาทำร้ายนร.หญิงไทย

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2569 พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต สั่งการให้ พ.ต.ท.สุธรรม รัตนสว่างวงศ์ รรท.ผกก.สภ.เชิงทะเล ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโซเชียลใน จ.ภูเก็ต แชร์คลิปเด็กหญิงชาวเมียนมาทำร้ายร่างกายเด็กหญิงไทย ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 69 เวลา 13.30 น. โดยครูโรงเรียนได้แจ้งต่อ สภ.เชิงทะเล ซึ่งมีเด็กนักเรียนหญิงไทยอายุ 14 ปีถูกทำร้าย มีรอยฟกช้ำที่ตาซ้าย รอยช้ำแขนซ้าย รอยถลอกที่เข่าซ้ายใช้เวลารักษา 2 วัน ส่วนผู้ต้องหาเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปีเศษ ถือบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย กับกลุ่มเด็กหญิงไทยอีก 2 คน โดยให้รายงานโดยตรงต่อสำนักงาน ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต

จากการสอบสวนทราบว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุดังกล่าว สายตรวจ สภ.เชิงทะเล ได้รับแจ้งเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาทกันภายในโรงเรียนดังกล่าว จึงรุดไปตรวจสอบ พบคู่กรณีเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงทั้งหมด 6 คน โดย 4 คนเป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียน และอีก 2 คนเป็นเด็กมาจากนอกโรงเรียน ทราบว่ามีสาเหตุจากปัญหาเรื่องการนินทาว่าร้ายอีกฝ่าย จึงทำให้เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกันขึ้น จึงแจ้งครูฝ่ายปกครองให้แจ้งผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่ายและคู่กรณีพบพนักงานสอบสวน สภ.เชิงทะเล

สอบสวนคู่กรณีตกลงไกล่เกลี่ยกัน โดยฝ่ายผู้ก่อเหตุ ผู้ปกครองคนไทยและเมียนมาจะเยียวยาให้ฝ่ายผู้ปกครองผู้เสียหาย 3,000 บาท กำหนดนัดจ่ายกันวันที่ 21 ส.ค. 69 จึงได้ทำประวัติและเก็บภาพถ่ายเด็กทั้งหมดไว้ สอบสวนปากคำคู่กรณีและผู้เกี่ยวข้องไว้เบื้องต้น และส่งเด็กผู้เสียหายไปให้แพทย์ รพ.ถลางตรวจชันสูตรบาดแผลตามร่างกายไว้ ต่อมาวันที่ 6 ส.ค. 69 มารดาเด็กผู้เสียหายมาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเด็กผู้ก่อเหตุ เนื่องจากไม่พอใจที่ปรากฏคลิปทำร้ายร่างกายบุตรสาวตนในโซเชียลต่างๆ ของ จ.ภูเก็ต โดยพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนต่อไป

ด้าน นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.ภูเก็ต มอบหมายให้นายอำเภอถลาง พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต บ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต และผู้อำนวยการโรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคม ลงพื้นที่ติดตามและให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนหญิง อายุ 14 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุทำร้ายร่างกายภายในโรงเรียนเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครองและดูแลสวัสดิภาพของนักเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวซ้ำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ