พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) หรือที่รู้จักกันในฉายา “มือปราบหินอัคนี” แสดงความคิดเห็นถึงกรณีนักเรียนชายก่อเหตุใช้อาวุธปืนและกระสุนจำนวนมากเข้าไปในโรงเรียน ก่อนยิงครูจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย และจบชีวิตตัวเอง โดยก่อนหน้านั้นยังมีการยิงปู่และย่าที่บ้านจนเสียชีวิตด้วย
พล.ต.ท.เรวัช กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเรื่องการควบคุมอาวุธปืนและห้ามประชาชนพกพาอาวุธปืน ซึ่งตนเข้าใจเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี แต่เห็นว่าควรพิจารณาอีกมุมหนึ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหลายแห่ง
“ผมเห็นว่าเรื่องการพกพาอาวุธปืน ถ้าเราจะกลับด้าน เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นถึง 2 โรงเรียนแล้ว ที่สงขลาก็เคยเกิดเหตุคนเข้าไปกราดยิงจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และล่าสุดมาเกิดที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี”
พล.ต.ท.เรวัช ตั้งข้อสังเกตว่า หากบุคลากรในโรงเรียนไม่มีอาวุธเพื่อป้องกันตัวและระงับเหตุ ก็อาจทำให้ไม่สามารถเข้าช่วยเหลือหรือหยุดยั้งผู้ก่อเหตุได้ทันท่วงที พร้อมเสนอว่า ควรพิจารณาอนุญาตให้ครูหรือบุคลากรที่ผ่านการคัดกรองและมีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถพกพาอาวุธปืนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ผมเชื่อว่าคุณครูน่าจะมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง แต่ไม่กล้าพก เพราะกลัวติดคุกหรือถูกดำเนินคดี เราน่าจะกลับมาอนุญาตให้คนดีและผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ นอกจากข้าราชการฝ่ายปราบปรามอย่างตำรวจแล้ว ยังมีสิทธิ์พกพาอาวุธปืนได้”
โดย พล.ต.ท.เรวัช เสนอว่า ในแต่ละโรงเรียนอาจมีครูที่มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่เป็นคนโมโหร้าย และมีอาวุธปืนที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว หากผ่านการพิจารณาจากภาครัฐ ก็อาจออกใบอนุญาตพกพาให้ เพื่อให้สามารถช่วยปกป้องชีวิตของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนได้
“เท่ากับว่าเราจ้างยามโดยไม่ต้องเสียเงินเดือนให้ โรงเรียนละ 1 คน หรือโรงเรียนละ 2 คนก็ได้”
พล.ต.ท.เรวัช ยังย้ำว่า ไม่ควรประมาทว่าโรงเรียนอนุบาลหรือสถานศึกษาที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะไม่เกิดเหตุรุนแรง พร้อมยกกรณีเหตุกราดยิงในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งผู้ก่อเหตุมีอาวุธปืนและเข้าไปก่อเหตุในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
“ผมเห็นกลับกัน น่าจะออกใบอนุญาตพกพาให้แก่ข้าราชการครูที่มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่เป็นคนโมโหร้าย เพื่อให้นำพาอาวุธปืนไปปกป้องชีวิตเด็ก”
อดีต ผบช.ปส. มองว่า หากผู้ก่อเหตุรู้ว่าภายในโรงเรียนมีบุคลากรที่สามารถใช้อาวุธปืนตอบโต้และระงับเหตุได้ ก็อาจทำให้ผู้ก่อเหตุไม่สามารถก่อเหตุได้อย่างง่ายดายเหมือนสถานการณ์ที่ไม่มีใครสามารถต่อสู้ได้
“เด็กคนหนึ่งมีปืนแค่กระบอกเดียว สามารถก่อเหตุร้ายแรงได้ถึงขนาดนี้ วันนั้นถ้ามีคนที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับอนุญาตให้พกปืน เมื่อได้ยินเสียงปืน เขาอาจเข้าไประงับเหตุได้”
พล.ต.ท.เรวัช ยังยกตัวอย่างเหตุกราดยิงในต่างประเทศว่า ในบางเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจเดินทางไปไม่ถึงจุดเกิดเหตุทันที แต่มีพลเมืองที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองอาวุธสามารถช่วยยับยั้งผู้ก่อเหตุได้ ทำให้สถานการณ์ไม่บานปลาย
พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.เรวัช ระบุว่า หากครูได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนอย่างถูกต้อง และผ่านการคัดกรองอย่างเหมาะสม เชื่อว่าด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู อาจมีส่วนช่วยออกมาระงับเหตุเพื่อปกป้องนักเรียนได้
“คนร้ายรู้ว่าเด็กและครูไม่มีทางสู้ ก็สามารถวิ่งและยิงได้ตามชอบใจ แต่ถ้ามีอาวุธปืนในการต่อสู้ ผมคิดว่าเด็กคนนี้อาจเป็นฝ่ายวิ่งหนีก็ได้ เพราะผู้ก่อเหตุยังเด็ก อายุเพียง 15 ปี และมีอาวุธปืนเพียงกระบอกเดียว”
ทั้งนี้ พล.ต.ท.เรวัช มองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสถานศึกษา โดยเฉพาะการกำหนดว่าใครควรมีสิทธิ์พกพาอาวุธปืนเพื่อป้องกันชีวิตและระงับเหตุฉุกเฉิน พร้อมย้ำว่าผู้ที่จะได้รับอนุญาตควรผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด