กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เตือนภัยสำหรับผู้หญิงที่ใช้บริการแกร็บคาร์ พร้อมกับโพสต์รูปภาพโดนลวนลาม ใบหน้าผู้ขับแกร็บคาร์ หมายเลขทะเบียนรถ มือผู้ขับแกร็บคาร์จับขา หน้าท้อง และหน้าอก พร้อมกับรูป Google Map ระยะทางที่เรียกใช้บริการ พร้อมข้อความว่า
“สวัสดีค่ะ วันนี้หนูนั่งแกร็บรถยนต์ พี่คนในรูปเลยค่ะ เขาได้ลวนลามหนู ตอนแรกเขาถามเรื่องอยู่บ้านที่นี่หรอครับ ทำงานอะไร แล้วไปไหน หนูเลยบอกว่าจะไปเล่นกับเพื่อนค่ะ แล้วแกร็บเลยพูดขึ้นมาว่า บอกเพื่อนว่าไปช้าหน่อยได้มั้ย หนูไปต่อกับพี่ได้รึป่าว สักชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง แล้วเขาก็บังคับให้หนูมานั่งเบาะข้างหน้าค่ะ
หนูกลัวมาก กลัวจนไม่ได้คิดอะไรมีแค่กลัวอย่างเดียว เขาก็เลยขอแลกไลน์ไว้ค่ะ เขาจับขาหนูกับพุงแล้วก็จับนมค่ะ หนูยืนยันนะคะว่าหนูปฏิเสธทุกอย่าง ไม่ได้สมยอมหรืออะไร หนูเป็นแค่ผู้หญิง หนูกลัวมาก ๆ ค่ะ
ตอนนี้หนูกำลังไปแจ้งความไว้แล้วนะคะ หนูขอลงเหตุการณ์ไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับใครที่ชอบนั่งแกร็บนะคะ มีทั้งแกร็บดีและแกร็บไม่ดี อยากให้ผู้หญิงทุกคนระวังด้วยนะคะ ใครเจอพี่คนนี้ระวังด้วยนะคะ”
ผู้เสียหายเล่าว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตนใช้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อเดินทางไปหาเพื่อนที่หอพัก โดยเมื่อคนขับเดินทางมาถึง เขาแจ้งว่าระบบชำระเงินมีปัญหา และขอให้ยกเลิกการจองในแอปฯ ก่อนจะเสนอว่าตนยังสามารถนั่งรถไปได้ตามเดิม และให้ชำระค่าโดยสารเป็นเงินสดจำนวน 67 บาทแทน ตนจึงทำตามโดยไม่ได้เอะใจ และขึ้นไปนั่งบริเวณเบาะหลัง
ระหว่างการเดินทาง คนขับพยายามชวนพูดคุยตลอดเส้นทาง ทั้งถามเรื่องอายุ การเรียน สถานที่ฝึกงาน มีแฟนหรือไม่ และกำลังจะไปพบใคร ก่อนจะพยายามชวนให้ตนย้ายไปนั่งเบาะหน้าหลายครั้ง โดยตนปฏิเสธถึง 2 ครั้ง แต่ครั้งที่ 3 คนขับใช้เสียงแข็งและจอดรถ พร้อมสั่งให้ย้ายมานั่งด้านหน้า ด้วยความหวาดกลัวจึงจำใจทำตาม
เมื่อย้ายมานั่งเบาะหน้า ผู้เสียหายอ้างว่าคนขับเริ่มใช้มือลูบไล้บริเวณต้นขา หน้าท้อง และหน้าอก แม้ตนจะพยายามห้ามและบอกว่าเกรงคนภายนอกจะมองเห็น แต่คนขับกลับตอบว่ารถติดฟิล์มเข้ม จึงไม่มีใครมองเห็นจากด้านนอก
นอกจากนี้ คนขับยังพยายามชักชวนให้ตนโทรศัพท์บอกเพื่อนว่าจะไปถึงล่าช้าประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อให้ไปพูดคุยกันตามลำพัง ระหว่างนั้นเพื่อนโทรศัพท์เข้ามาพอดี ผู้เสียหายจึงรีบบอกว่า กำลังถูกคนขับลวนลามและรู้สึกหวาดกลัว
เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย ผู้เสียหายตัดสินใจแกล้งทำทีพูดดีและยอมแลกไลน์กับคนขับ พร้อมบอกว่าจะขอไปหาเพื่อนก่อน แล้วค่อยกลับมาพบ เพื่อหาทางเอาตัวรอด โดยคนขับยังย้ำให้รักษาสัญญา เมื่อรถจอดถึงหน้าหอพัก ตนรีบลงจากรถและวิ่งไปหาเพื่อนทันที เนื่องจากตกใจและหวาดกลัว จึงไม่ได้ถ่ายภาพรถหรือทะเบียนรถไว้เป็นหลักฐาน
หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง พร้อมระบุว่าคนขับยังโทรศัพท์เข้ามาอีก 3 ครั้ง พร้อมพูดว่า “พี่รออยู่นะครับ” ก่อนที่ตนจะตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจ และโพสต์เตือนภัยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้หญิงที่ใช้บริการรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันเพิ่มความระมัดระวัง โดยหลังจากโพสต์เผยแพร่ออกไป คนขับก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีก