นายเต้ อาชีวะ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ได้กล่าวถึงที่มาของแนวคิดการผลักดันแคมเปญ "ท้องส่งกลับ" และ "ยกเลิกผู้ติดตามแรงงานต่างด้าว" ว่าเป็นข้อเสนอที่เกิดจากเสียงสะท้อนของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มไทยไม่ทนมองว่าเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการพิจารณาในเชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยและภาระด้านงบประมาณของภาครัฐเป็นสำคัญ
นายเต้ อาชีวะ ชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก และพบว่ามีแรงงานบางส่วนตั้งครรภ์ภายหลังเข้ามาทำงานไม่นาน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาระด้านการบริหารจัดการของภาครัฐในหลายมิติ จึงเสนอแนะให้ประเทศไทยพิจารณาแนวทางบริหารจัดการเช่นเดียวกับบางประเทศ ที่กำหนดเงื่อนไขให้แรงงานต่างชาติที่ตั้งครรภ์ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อคลอดบุตร ก่อนจะสามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงานได้อีกครั้ง

เขาย้ำว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาโจมตีแรงงานต่างด้าว หรือกล่าวหาว่าเข้ารับบริการสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการภาระงบประมาณของรัฐอย่างเหมาะสม โดยตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบประกันสังคม อาจไม่ครอบคลุมกับจำนวนผู้ที่เข้ามาพำนักและมีบุตรในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับบุตรของแรงงานต่างด้าว ซึ่งเมื่อมีการแจ้งเกิดในประเทศไทย เด็กบางส่วนอาจได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษาและการรักษาพยาบาล ซึ่งมองว่าเป็นภาระงบประมาณที่ภาครัฐควรนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน พร้อมเสนอให้มีการกำหนดมาตรการที่ชัดเจน โดยให้ภาคนายจ้างและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสนับสนุนให้แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์เดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อคลอดบุตร ก่อนเดินทางกลับเข้ามาทำงานตามระบบ

สำหรับข้อเสนอเรื่อง "ยกเลิกผู้ติดตามแรงงานต่างด้าว" นายเต้ อาชีวะ ระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในภาคเศรษฐกิจหลายด้าน แต่การอนุญาตให้ผู้ติดตามเดินทางเข้ามาพร้อมแรงงาน อาจก่อให้เกิดภาระในด้านต่าง ๆ รวมถึงปัญหาทางสังคมและความมั่นคง หากผู้ติดตามเหล่านั้นไม่ได้ประกอบอาชีพหรือไม่มีบทบาททางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

เขายังได้ยกตัวอย่างกรณีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างชาติ ทั้งเหตุอาชญากรรมและอุบัติเหตุที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะไม่สามารถเหมารวมได้ทั้งหมด แต่เห็นว่ารัฐควรมีมาตรการควบคุมและคัดกรองผู้ติดตามให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

นายเต้ อาชีวะ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า จุดมุ่งหมายของแคมเปญทั้งสองข้อ คือ การนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อให้รัฐบาลทบทวนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว และจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ โดยเห็นว่างบประมาณที่รัฐต้องใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวและครอบครัว ควรได้รับการพิจารณาว่าสามารถนำไปสนับสนุนสวัสดิการของประชาชนไทยในด้านอื่นได้หรือไม่ เช่น การช่วยเหลือทหารผ่านศึก การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือสวัสดิการด้านสังคมสำหรับประชาชนไทย