เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศการบำเพ็ญกุศล นายภาณุพงศ์ มีสุข ผู้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศล ณ ศาลา 10 วัดบำเพ็ญเหนือ โดยเป็นคืนสุดท้ายของพิธีสวดพระอภิธรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัว ญาติ และผู้ที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย
ระหว่างพิธี ครูทราย ภรรยาของผู้เสียชีวิต เดินเข้าไปเคาะโลงสามี ก่อนทรุดตัวลงร้องไห้กับพื้นด้วยความเสียใจ ทำให้ญาติและคนใกล้ชิดต้องรีบเข้าปลอบโยน เมื่อมีการขอสัมภาษณ์ ด้านครูทรายปฏิเสธการให้ข้อมูล โดยระบุว่าสภาพจิตใจในขณะนี้ยังไม่พร้อมพูดคุยกับสื่อมวลชน
สำหรับกำหนดการบำเพ็ญกุศล ทางครอบครัวแจ้งว่า วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จะมีพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเพล สวดมาติกาบังสุกุล ก่อนเคลื่อนย้ายโลงศพขึ้นสู่เมรุ เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจในเวลา 16.00 น.
ภายหลังมีผู้แทนจากคู่กรณีนำพวงหรีดมาร่วมแสดงความอาลัย ทางครอบครัวได้นำพวงหรีดดังกล่าวออกไปตั้งไว้บริเวณด้านข้างศาลา ใกล้ทางเดินไปห้องน้ำ แยกออกจากพวงหรีดของผู้ร่วมไว้อาลัยรายอื่น
ด้าน นางณิชชา อายุ 57 ปี มารดาของ นายภาณุพงศ์ (ผู้เสียชีวิต) เปิดเผยว่า ครอบครัวได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาว่าวินิจฉัยอาการของบุตรชายผิดพลาดแล้ว แม้จะทราบว่าโรงพยาบาลคามิลโลได้มีคำสั่งให้แพทย์รายดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ครอบครัวยืนยันว่าเพียงเท่านั้นยังไม่อาจชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ เพราะไม่สามารถนำชีวิตของลูกชายกลับคืนมา
นางณิชชากล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและผู้แทนของโรงพยาบาลได้เดินทางมาร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมในคืนแรก พร้อมพูดคุยถึงแนวทางการเยียวยาเบื้องต้น โดยยืนยันว่าครอบครัวไม่ได้ติดใจการทำงานของทีมแพทย์และบุคลากรที่ช่วยดูแลลูกชายในช่วงอาการวิกฤต แต่ยังคงติดใจเฉพาะแพทย์ผู้วินิจฉัยอาการในวันแรกเพียงรายเดียว
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยอมรับว่ารู้สึกผิดหวัง เนื่องจากหลังจากวันแรกแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีผู้แทนจากโรงพยาบาลเดินทางมาร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมอีก ทำให้มองว่าโรงพยาบาลยังแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงพอ
นางณิชชายังเปิดเผยว่า ภายหลังการเสียชีวิต ครอบครัวได้เข้าไปพูดคุยกับแพทย์ผู้วินิจฉัยอาการของลูกชายโดยตรง จากการสังเกตอากัปกริยาท่าทีในการพูดคุย ยังดูยิ้มแย้มสดใสไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และบอกเพียงว่าในการวินิจฉัยก็สังเกตเพียงลักษณะอาการเบื้องต้น ประกอบกับอายุของผู้เสียชีวิตที่เพิ่งจะ 30 ต้น ๆ จึงมองว่าไม่น่าจะเกิดอาการรุนแรงก็เพียงเท่านั้น ทำให้ครอบครัวรู้สึกไม่สามารถยอมรับคำอธิบายดังกล่าวได้ ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวจึงยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับแพทย์รายดังกล่าวจนถึงที่สุด และไม่สะดวกให้เดินทางมาขอขมาศพอีก
ส่วนกรณีพวงหรีดของโรงพยาบาลคามิลโลที่ถูกนำไปตั้งไว้บริเวณหน้าห้องน้ำ นางณิชชาระบุว่า เป็นการตัดสินใจของครอบครัวเอง โดยเธอเป็นผู้ลากพวงหรีดไปไว้ด้วยตนเอง พร้อมยอมรับว่าความตั้งใจแรกคือจะนำไปทิ้ง แต่ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจึงทำได้เพียงนำไปตั้งไว้บริเวณดังกล่าว
นางณิชชากล่าวว่า สาเหตุที่ทำเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการให้พวงหรีดของโรงพยาบาลตั้งปะปนกับพวงหรีดของผู้ร่วมไว้อาลัยรายอื่น เนื่องจากครอบครัวยังไม่อาจทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ พร้อมยอมรับว่าสิ่งที่รู้สึกเจ็บปวดที่สุด คือการสูญเสียอนาคตของลูกชาย และความเป็นห่วงหลานสาวที่ต้องเติบโตขึ้นโดยไม่มีบิดาคอยดูแลอีกต่อไป