เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐกิตต์ สุหจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดกำแพงเพชร รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตาก มอบหมายเจ้าหน้าที่กลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตาก ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย หรือที่เรียกว่า เด็กรหัส G ของสถานศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดตาก ภายใต้โครงการป้องกันการทุจริต กรณีการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยลงพื้นที่ตรวจสอบสถานศึกษาทั้งหมด 9 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่อำเภออุ้มผาง อำเภอแม่สอด และอำเภอท่าสองยาง

จังหวัดตากเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความหลากหลายทางประชากรและมีเด็กจำนวนมาก ซึ่งยังไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือสัญชาติไทย แต่ยังมีสิทธิได้รับการศึกษาตามนโยบายของรัฐ การรับนักเรียนกลุ่มนี้จึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความเสี่ยงต่อการทุจริตในหลายมิติ เช่น การลงทะเบียนข้อมูลนักเรียนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายงบประมาณอุดหนุนที่ไม่สอดคล้องกับ จำนวนนักเรียนจริง หรือการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากช่องว่างของกระบวนการรับนักเรียนกลุ่มดังกล่าว โครงการป้องกันการทุจริต กรณีการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับ ยับยั้ง และป้องปรามการทุจริตในประเด็นนี้ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่จริงไปจัดทำเป็นแนวทางและข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถดำเนินการรับนักเรียนกลุ่มเด็กรหัส G ได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และเป็นประโยชน์สูงสุด ต่อเด็กทุกคนโดยปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตากจะนำข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนกลุ่มเด็กรหัส G อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเน้นย้ำว่าการป้องกันการทุจริตในระบบการศึกษาถือเป็นภารกิจสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ยังไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรซึ่งมีความเปราะบางและเข้าถึงสิทธิได้ยากกว่าเด็กทั่วไป การสร้างความโปร่งใสในกระบวนการรับนักเรียนกลุ่มนี้จึงเป็นการคุ้มครองทั้งสิทธิ ทางการศึกษาของเด็กและการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

