ทลายเครือข่าย เต้ ท่าพระ ยึดยาบ้า 1.36 ล้านเม็ด ริมฝั่งโขง มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท
ทลายเครือข่าย เต้ ท่าพระ ยึดยาบ้า 1.36 ล้านเม็ด ริมฝั่งโขง มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท
ข่าวสังคม - โซเชียล

ทลายเครือข่าย เต้ ท่าพระ ยึดยาบ้า 1.36 ล้านเม็ด ริมฝั่งโขง มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท

ฟังข่าวนี้

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พล.ต.ต.เศรษฐสิริ นิพภยะ ผบก.รน., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผบก.ปคม. (ชุดสนับสนุน ส่วนการควบคุมชายแดน ศปอส.ตร.), พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. , พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป., พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตร์ ผกก.ตม.จว.บึงกาฬ, พ.ต.อ.วันชนะ ทิพย์อาสน์ ผกก.4 บก.ทล., พ.ต.อ.พงษ์พันธ์ ศิริภัทรนุกุล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.ปพ. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์ รอง ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.อเนก บุญตา รอง ผกก.4 บก.ป., ว่าที่ พ.ต.ต.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ สว.กก.4 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันจับกุม นายท้าวเอ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี สัญชาติลาว ในข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป รวมถึงข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมตรวจยึดของกลางยาบ้าประมาณ 1,360,000 เม็ด มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมของกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดที่มี เต้ท่าพระ เป็นผู้เกี่ยวข้อง หลังพบว่ามีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยผ่านพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ก่อนกระจายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับข้อมูลจากสายข่าวว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวเป็นประจำผ่านช่องทางธรรมชาติ

จากการสืบสวนพบว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือ กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง โดยหันไปใช้พื้นที่ชายแดนไทย-ลาว เป็นช่องทางลักลอบลำเลียงยาเสพติด เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่

ต่อมา ชุดสืบสวนได้รับข้อมูลจากชุดสนับสนุนส่วนการควบคุมชายแดน ศปอส.ตร. ว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวเตรียมลักลอบขนยาเสพติดข้ามแนวชายแดนไทย-ลาว ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ หนองคาย และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ จึงได้ประสานกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป., ส.ทล.3 กก.4 บก.ทล., กก.11 บก.รน., กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.ปพ., เจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนส่วนการควบคุมชายแดนฯ และเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วางแผนเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย

กระทั่งช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจากสายข่าวว่ากลุ่มขบวนการดังกล่าวจะใช้แรงงานชาวลาวลักลอบขนยาเสพติดข้ามชายแดนทางธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ จึงจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนสาย 212 บึงกาฬ-หนองคาย

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งสีดำและรถยนต์อเนกประสงค์สีขาวขับวนอยู่หลายรอบ ก่อนจอดริมถนน ต่อมาพบกลุ่มบุคคลประมาณ 3-4 คน เดินออกมาจากป่าพร้อมกระสอบหลายใบ และกำลังนำขึ้นรถยนต์ทั้งสองคัน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างพากันวิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามและสามารถควบคุมตัว นายท้าวเอ ได้ในที่เกิดเหตุ 1 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 3 กระสอบ รวมประมาณ 1,360,000 เม็ด ส่วนผู้ร่วมขบวนการรายอื่นสามารถหลบหนีไปได้

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายท้าวเอ พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดีเพิ่มเติม

จากการสอบสวน นายท้าวเอ ให้การรับว่า ได้รับการว่าจ้างจากชายชาวลาวรายหนึ่งให้ลักลอบขนยาเสพติดจากบริเวณชายแดนเข้าสู่ฝั่งประเทศไทย โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 5,000 บาท และในวันเกิดเหตุได้ร่วมกับเพื่อนชาวลาวอีก 3 คน ซึ่งสามารถหลบหนีการจับกุมไปได้

ผู้ต้องหายังเปิดเผยด้วยความสำนึกผิดว่า รู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตน เนื่องจากมีบุตร 3 คนที่ต้องดูแลอยู่ในประเทศลาว พร้อมฝากเตือนไปยังชาวลาวที่คิดจะรับจ้างลำเลียงยาเสพติดว่า ก่อนถูกจับอาจมองว่าเป็นงานที่ได้เงินง่าย แต่เมื่อถูกดำเนินคดีแล้วจึงตระหนักว่าค่าจ้างเพียง 5,000 บาท ไม่คุ้มกับการต้องห่างไกลครอบครัว ภรรยา และลูก รวมถึงต้องสูญเสียอิสรภาพในเรือนจำ พร้อมขอให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดกลับใจและหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ