ที่ โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ภายในโรงเรียนสังกัด กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบด้านสุขภาพรวมถึงพฤติกรรมจากการใช้หน้าจอมากเกินไป
ชัชชาติ ระบุว่า แม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษา แต่การใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไปก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน เช่น เด็กมีสมาธิสั้น สายตาสั้น ขาดปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน รวมถึงมีกิจกรรมทางกายน้อยลงจนเสี่ยงต่อภาวะอ้วน เนื่องจากใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยใน 14 ประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา พบว่า เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ตัวหรือมีการแจ้งเตือน ก็สามารถรบกวนสมาธิของนักเรียนได้ และหากถูกรบกวนจากโทรศัพท์ อาจต้องใช้เวลาถึง 20 นาที กว่าจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนอีกครั้ง หลายประเทศ เช่น เบลเยียม สเปน และ สหราชอาณาจักร จึงมีนโยบายจำกัดหรือถอดสมาร์ทโฟนออกจากโรงเรียน ซึ่งพบว่าผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้น
สำหรับมาตรการของ กทม. กำหนดหลักการสำคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่
การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย
ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ ภายใต้การดูแลของครูในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้เพื่อความบันเทิงโดยไม่มีทิศทาง
สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม
กำหนดพื้นที่หรือช่วงเวลา Digital-Free Zone เช่น ช่วงพักกลางวันหรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อให้เด็กได้พูดคุย ทำกิจกรรม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ
ความปลอดภัยทางไซเบอร์
จัดระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหา Cyberbullying และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา
แนวทางปฏิบัติยังรวมถึงการ ฝากโทรศัพท์ไว้กับครูในช่วงเช้า การกำหนดช่วงเวลาขอใช้เพื่อติดต่อสื่อสารเฉพาะที่จำเป็น หรือใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้น
มาตรการดังกล่าวได้ทดลองใช้ในโรงเรียนสังกัด กทม. จำนวน 10 แห่ง ได้แก่
มัธยมประชานิเวศน์, มัธยมบ้านบางกะปิ, มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์, โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม, มัธยมทิทย์เสรีอนุวรม, มัธยมปุรณาวาส, มัธยมแก่นทองอุปถัมภ์, วัดพระยาสุเรนทร์, วิชูทิศ และนาหลวง
ผลการทดลองเบื้องต้นพบว่า ผู้ปกครองและครูมีความพึงพอใจสูง เนื่องจากนักเรียนมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น ลดภาระการดูแลเรื่องการบ้าน รวมถึงลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และค่าบริการต่าง ๆ
ขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ดี แม้จะขอใช้โทรศัพท์ในช่วงพักบ้าง แต่ไม่กังวลเรื่องการสูญหายหรือชำรุด เพราะมีการจัดเก็บอย่างปลอดภัย และยังใช้เวลาพักทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เช่น พูดคุยกับเพื่อน เข้าห้องสมุด หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ
ปัจจุบัน กทม. เปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้ปกครอง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ก่อนประกาศใช้จริงกับโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งมีกำหนดเปิดภาคเรียนวันที่ 18 พฤษภาคม 2569.