เกาหลีเหนือหนุนอิหร่าน  เมื่อสองชาติที่โลกจับตา ยืนข้างเดียวกัน
ข่าวสังคม - โซเชียล

เกาหลีเหนือหนุนอิหร่าน เมื่อสองชาติที่โลกจับตา ยืนข้างเดียวกัน

ย้อนกลับไปแค่ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โลกต้องตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมกันเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน และในการโจมตีครั้งนั้น... อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่ครองอำนาจมาหลายสิบปี ได้เสียชีวิตลง ลองนึกดูนะครับ ว่ามันสั่นสะเทือนแค่ไหน เพราะคาเมเนอีไม่ใช่แค่ผู้นำทางการเมือง แต่เขาคือ ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตำแหน่งที่อยู่เหนือประธานาธิบดีด้วยซ้ำ

แล้วหลังจากนั้น อิหร่านก็ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญที่สุดคำถามหนึ่ง นั่นคือ... แล้วใครจะมาเป็นผู้นำสูงสุดคนต่อไป? คำตอบมาจาก สภาผู้เชี่ยวชาญ หรือ Assembly of Experts ซึ่งเป็นองค์กรนักบวชระดับสูงที่มีอำนาจเลือกและถอดถอนผู้นำสูงสุด พวกเขาลงมติเลือก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่สองของอยาตอลเลาะห์ผู้ล่วงลับ

โมจตาบาอายุ 56 ปี เป็นนักบวชระดับกลาง ที่น่าสนใจคือตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะเลย ไม่เคยให้สัมภาษณ์ ไม่เคยกล่าวสุนทรพจน์ มีรูปถ่ายของเขาเผยแพร่อยู่น้อยมาก แต่ในแวดวงการเมืองอิหร่าน หลายคนเชื่อว่าเขาคือ "อำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผ้าคลุม" มาตลอด

และนี่แหละครับ คือจุดที่เกาหลีเหนือเดินเข้ามาในเรื่อง

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สำนักข่าว Reuters รายงานว่า KCNA ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางการของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้เผยแพร่ถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ โดยมีใจความสำคัญสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรก คือการแสดงจุดยืนสนับสนุนอิหร่าน โดยระบุชัดเจนว่า เกาหลีเหนือ "เคารพสิทธิและทางเลือกของประชาชนอิหร่าน" ในการเลือกผู้นำสูงสุดของตนเอง ส่วนที่สอง คือการประณามสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าการโจมตีอิหร่านเป็นการกระทำที่ "ก้าวร้าวและผิดกฎหมาย" และกำลัง "ทำลายรากฐานแห่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค" ส่วนที่สาม ซึ่งเป็นส่วนที่หนักที่สุด คือเกาหลีเหนือระบุว่า การกระทำทางทหารใดๆ ที่ละเมิดระบบการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอื่น แทรกแซงกิจการภายใน หรือสนับสนุนการล้มล้างระบบสังคม สมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ เพราะเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจยอมรับได้"

ทีนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมเกาหลีเหนือถึงออกมาพูดเรื่องนี้ด้วย?

คำตอบก็คือ เกาหลีเหนือและอิหร่านมีจุดร่วมที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง นั่นคือทั้งสองประเทศต่างเป็น "คู่ขัดแย้งระยะยาว" กับสหรัฐอเมริกา ทั้งคู่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทั้งคู่ถูกกดดันเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ และทั้งคู่ก็มองว่าตัวเองเป็นเหยื่อของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ดังนั้น เมื่ออิหร่านโดนโจมตี เกาหลีเหนือจึงมองว่านี่คือโอกาสที่จะส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่า พวกเขายืนอยู่ฝั่งเดียวกัน และยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ทางอ้อมด้วยว่า การใช้กำลังทหารโจมตีประเทศอื่นโดยพลการนั้น ไม่ใช่เรื่องที่นานาชาติจะยอมรับได้

น่าสังเกตด้วยว่า ในวันเดียวกันนั้น KCNA ยังรายงานอีกว่า คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เป็นประธานในการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาตลำใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณทางทหารควบคู่ไปกับถ้อยแถลงทางการทูตในวันเดียวกัน

สรุปแล้ว เรื่องราวในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ขั้วอำนาจต่างๆ กำลังจัดแถวกันใหม่ เมื่ออิหร่านสูญเสียผู้นำสูงสุดและต้องเริ่มต้นยุคใหม่ภายใต้ผู้นำที่โลกยังแทบไม่รู้จัก เกาหลีเหนือก็ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พวกเขาจะยืนเคียงข้างอิหร่าน ส่วนสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร และสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะพัฒนาไปในทิศทางไหน คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

ชมคลิป