วันที่ 27 มกราคม 2569 มีรายงาน วัดชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความอ้างว่า น้องคนสนิทได้ไปทำพิธีเสริมดวงที่วัดดังกล่าว ก่อนถูกพระลวนลามด้วยการเอามือล้วงเข้าไปจับหน้าอก โดยผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และไม่ได้ใส่ร้ายแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบ พบว่าวัดเป็นวัดขนาดใหญ่ เปิดให้ประชาชนเข้ามาทำบุญตามปกติ ส่วนกุฏิของพระที่ถูกกล่าวหา ประตูปิดเงียบ ไม่มีพระพักอาศัยอยู่ โดยมีป้ายเขียนด้วยลายมือบนกระดาษ A4 ติดไว้หน้าประตูกุฏิ ระบุว่า ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตทุกกรณี งดสัมภาษณ์ งดบันทึกภาพ วิดีโอ หรือการกระทำคุกคามใดๆ ทั้งสิ้น

หนึ่งในคณะกรรมการวัดให้ข้อมูลว่า ทางวัดได้ให้พระรูปดังกล่าวหยุดพักเป็นระยะเวลา 1 เดือน เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยทางวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังทราบเรื่องได้มีการเรียกประชุมทันที มีเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส คณะสงฆ์ และพระที่เป็นข่าวเข้าร่วมประชุม
ในที่ประชุมได้มีการสอบถามพระรูปดังกล่าวว่าได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งพระยืนยันว่าไม่สามารถทำเรื่องดังกล่าวได้ และในฐานะพระสงฆ์ไม่ได้กระทำการเช่นนั้น
นอกจากนี้ ทางวัดยังได้สอบถามลูกศิษย์ที่ทำหน้าที่คอยเฝ้าและหยิบทองให้พระรูปดังกล่าว ว่าในวันเกิดเหตุได้ออกไปจากกุฏิหรือไม่ โดยลูกศิษย์ยืนยันว่าอยู่ด้วยตลอด และไม่ได้หายไปไหน เนื่องจากพระรูปดังกล่าวมีอายุมากกว่า 80 ปี การหยิบทองหรือทำพิธีต้องมีลูกศิษย์คอยช่วยเหลือ เพราะลำพังการเดินหรือการพูดก็ทำได้ไม่สะดวก
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากสำนักพุทธศาสนาได้เดินทางมาตรวจสอบการดำเนินงานของวัด ว่าเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ โดยคณะกรรมการวัดยืนยันว่า ทางวัดมีการประชุมและตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ หากพบผู้กระทำผิดก็จะไม่เอาไว้ พร้อมย้ำว่าวัดไม่เคยปกป้องคนผิด และยึดหลักปฏิบัติตามครรลองคำสอนของหลวงพ่อเปิ่น
ด้านนางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ญาติของพระรูปดังกล่าว และเป็นลูกศิษย์ เปิดเผยว่า หลังเห็นข่าวในโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้รีบแจ้งให้หลวงลุงทราบ ก่อนที่วันถัดมาทางวัดจะเรียกไปสอบปากคำ ทำให้หลวงลุงเกิดความเครียดอย่างหนัก และอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมจะให้สัมภาษณ์หรือพูดคุยกับใคร
นางสาวเอ ระบุว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง เนื่องจากหลวงลุงบวชมาแล้วกว่า 40-50 พรรษา ไม่เคยมีข่าวหรือพฤติกรรมในลักษณะนี้มาก่อน อีกทั้งมีอายุมากแล้ว จึงไม่เห็นเหตุผลว่าจะกระทำเรื่องดังกล่าวไปเพื่ออะไร
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้เสียหายถูกลวนลามจริง ตามธรรมชาติของผู้หญิงควรจะมีการโวยวายหรือร้องขอความช่วยเหลือ และหากต้องการดำเนินคดี ก็ควรเข้ามาพูดคุยกับทางวัดตั้งแต่วันถัดไป ไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน
นางสาวเอยังกล่าวอีกว่า การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานสามารถพูดกันได้ง่าย และกรณีอ้างว่าหลวงพี่ยึดโทรศัพท์ไม่ให้ถ่ายภาพนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากทางวัดเพียงติดป้ายห้ามบันทึกภาพ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากมุมกล้องเท่านั้น
ทั้งนี้ นางสาวเอมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับหลวงลุงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัด ทั้งที่วัดไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด พร้อมยอมรับว่าหลวงลุงเป็นคนใจดี แต่อาจมีอารมณ์รุนแรงบ้างตามวัย และไม่เล่นโซเชียลมีเดีย เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเครียด โดยปัจจุบันหลวงลุงยังป่วยเป็นโรคมะเร็งอีกด้วย