ยังใช้ไม่ได้! ผู้ประกันตนเดือด ตั้งคำถามแรงถึงแอพงบ 850 ล้าน
ข่าวสังคม - โซเชียล

ยังใช้ไม่ได้! ผู้ประกันตนเดือด ตั้งคำถามแรงถึงแอพงบ 850 ล้าน

วันที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานประกันสังคม ประสบปัญหาการให้บริการแอพพลิเคชั่น SSO Plus อย่างต่อเนื่อง หลังจากปิดปรับปรุงระบบชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม โดยอ้างว่าพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิค และแจ้งว่าจะกลับมาเปิดใช้งานในวันที่ 22 มกราคม ก่อนจะเลื่อนเป็นวันที่ 27 มกราคม

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบล่าสุดในวันที่ 27 มกราคม พบว่าแอพพลิเคชั่น SSO Plus ยังคงไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ส่งผลให้สำนักงานประกันสังคมประกาศเลื่อนกำหนดเปิดให้บริการออกไปอีกครั้ง เป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น.

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกันตนจำนวนมากที่ต้องใช้แอพพลิเคชั่น SSO Plus และระบบ e-Self Service ในการเข้าถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์ รวมถึงการติดตามสถานะการรับประโยชน์ทดแทน โดยเฉพาะกรณีว่างงาน

ขณะเดียวกัน กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ได้ออกมาให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกตต่อวิกฤตระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานประกันสังคม โดยระบุว่าปัญหาหลักของแอพพลิเคชั่น SSO Plus และระบบ e-Self Service เกิดจากจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมากเกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้ หรือ High Load ซึ่งสำนักงานประกันสังคมคาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ภายในวันที่ 30 มกราคม 2569

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่น SSO Plus เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานประกันสังคม หรือโครงการ SSO Core ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 850 ล้านบาท ทำให้ปัญหาการใช้งานที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ถูกตั้งคำถามถึงความพร้อมและความคุ้มค่าของงบประมาณดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะถัดไป หากระบบยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยสำนักงานประกันสังคมมีการเสนอแผนสำรอง ทั้งการจัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือการถอยกลับไปใช้ระบบเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของระบบใหม่ แม้จะผ่านการตรวจรับงานแล้วก็ตาม

ประกันสังคมก้าวหน้า ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบและแอพพลิเคชั่น SSO Plus ซึ่งใช้งบประมาณระดับหลายร้อยล้านบาท ควรสามารถรองรับการใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ แต่กลับเกิดปัญหาล่มและเลื่อนกำหนดใช้งานซ้ำหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ประกันตนไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็น

กลุ่มผู้ประกันตนจึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความพร้อม ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อโครงการงบประมาณ 850 ล้านบาทอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบจากความไม่เสถียรของระบบ ตกอยู่กับผู้ประกันตน ซึ่งเป็นผู้ใช้งานและผู้จ่ายเงินสมทบโดยตรง