เตือนแรง! สคช. ฝากถึงนักเลงคีย์บอร์ด วิจารณ์ล้ำเส้น เสี่ยงคุกไม่รู้ตัว
ข่าวสังคม - โซเชียล

เตือนแรง! สคช. ฝากถึงนักเลงคีย์บอร์ด วิจารณ์ล้ำเส้น เสี่ยงคุกไม่รู้ตัว

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชน (สคช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เตือนประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการวิจารณ์คดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายโกศลวัฒน์ ระบุว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นคุณค่าโดยกำเนิดที่ทุกคนพึงมีอย่างเท่าเทียม การวิจารณ์บุคคลในคดีที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม อาจเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของผู้ถูกกล่าวถึง ขณะเดียวกัน ผู้แสดงความคิดเห็นเองก็อาจละเมิดสิทธิของตนเอง หากการวิจารณ์ล้ำเส้นกฎหมาย จนเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นจำคุก

อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชน ฝากเตือนให้หยุดวิจารณ์ในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และอย่าทำตัวเป็นนักเลงคีย์บอร์ด เนื่องจากทุกโพสต์และทุกคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียสามารถถูกบันทึกและนำมาใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ในภายหลัง ซึ่งล้วนมีราคาที่ต้องรับผิดชอบ

นายโกศลวัฒน์ ระบุเพิ่มเติมว่า นักเลงคีย์บอร์ดจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกอบอุ่นในโลกออนไลน์ แต่เมื่อถูกฟ้องร้องกลับต้องไปเผชิญความโดดเดี่ยวในศาล ชาวโซเชียลที่เคยให้กำลังใจอาจไม่ได้ไปยืนอยู่ข้างคุณในวันนั้น สุดท้ายผู้ที่เดือดร้อนคือผู้แสดงความคิดเห็นเอง และคนที่ห่วงใยคือคนใกล้ตัว

สำหรับกรณีที่มีการแจ้งความและคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว นายโกศลวัฒน์ ระบุว่า พนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนตามกฎหมายเพื่อค้นหาความจริง ซึ่งอาจใช้เวลา ประชาชนควรอดทนรอผลการสอบสวนหรือคำพิพากษาของศาล ไม่ควรเร่งสรุปหรือแสดงความเห็นล่วงหน้า เพราะหากผลออกมาไม่เป็นไปตามที่วิจารณ์ไว้ ผู้แสดงความคิดเห็นจะกล้ารับผิดชอบหรือไม่ ขณะที่คู่กรณีย่อมเรียกร้องความรับผิดตามกฎหมาย

นายโกศลวัฒน์ เปิดเผยว่า มีหลายกรณีที่ผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นในโซเชียล มีเดีย มาขอให้อัยการคุ้มครองสิทธิช่วยไกล่เกลี่ยหรือขอโทษคู่กรณี เพื่อบรรเทาผลร้าย เนื่องจากการบรรเทาผลร้ายถือเป็นเหตุบรรเทาโทษที่ศาลอาจใช้ดุลยพินิจลดโทษลงได้

อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชน ยังกล่าวถึงสังคมปัจจุบันว่า ผู้ที่รู้กฎหมายและมีทักษะในการแก้ปัญหาชีวิตด้วยกฎหมายย่อมได้เปรียบ เพราะบางกรณีผู้ต้องหาอาจกลับกลายเป็นผู้เสียหายได้ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ผู้ไม่รู้กฎหมาย เมื่อตกเป็นผู้เสียหายอาจตัดสินใจผิดพลาดจนกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ทำให้คดีแตกแขนงซับซ้อนและสร้างความทุกข์เพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้ฝากความห่วงใยถึงประชาชนว่า หากไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่ควรวิจารณ์ และเมื่อเกิดปัญหาควรตอบโต้ให้ถูกทางตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ตกเป็นทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหายในเวลาเดียวกัน กฎหมายมีไว้คุ้มครองสิทธิของทุกคน จึงควรใช้กฎหมายปกป้องตนเอง ไม่ใช่ให้กฎหมายย้อนกลับมาลงโทษเพราะความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

นายโกศลวัฒน์ ย้ำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นหลักการพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญไทยและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้การรับรอง ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน และต้องได้รับความคุ้มครองจากการถูกละเมิด ผู้ใดละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ย่อมต้องรับโทษตามกฎหมายอาญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายแพ่ง

ท้ายที่สุด นายโกศลวัฒน์ ฝากถึงประชาชนว่า หากมองไม่เห็นทางออก สามารถขอคำปรึกษาจากอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชนได้ทางสายด่วน 1157 หรือเข้าพบอัยการคุ้มครองสิทธิซึ่งมีมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ เพื่อให้ชีวิตเดินต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าคำเตือนทั้งหมดเป็นไปด้วยความห่วงใย และอัยการคุ้มครองสิทธิมีหน้าที่ช่วยเหลือ ไม่ได้ทำร้ายใคร