วันที่ 24 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนและการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนของรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ตอบแทน
แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอ้างติดภารกิจสำคัญที่นัดหมายไว้แล้ว จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปก่อน จรยุทธจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการหารือถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าวแทน
จรยุทธกล่าวว่า น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ได้มาตอบคำถาม หลังจากมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลายมาตรการที่ออกมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันสร้างความสับสนให้แก่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าอาวุธปืน นักกีฬายิงปืน สนามยิงปืน ประชาชนทั่วไป ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ไม่ว่าจะเป็นการที่ตั้งแต่ปี 2566 ร้านค้าอาวุธปืนไม่สามารถนำเข้าอาวุธปืนเพื่อจำหน่ายได้ ขณะที่ล่าสุดนายกรัฐมนตรีระบุถึงแนวทางให้นักกีฬายิงปืนต้องฝากอาวุธปืนไว้ที่สนามยิงปืน ไม่สามารถนำกลับบ้านได้ หรือกรณีตำรวจทางหลวงตรวจยึดอาวุธปืนของทหารพรานที่กำลังเดินทางกลับบ้านหลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งควรมีการชี้แจงให้เกิดความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติและผลกระทบที่เกิดขึ้น
ทำให้ตนต้องตั้งข้อสังเกตถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ถึง 17 ตุลาคม 2569 โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดว่า ต้องเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
จรยุทธตั้งคำถามว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รัฐขาดอำนาจใดในการจัดการอันตรายจากอาวุธปืน จนทำให้สถานการณ์เข้าข่ายกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมรัฐบาลถึงไม่เลือกเสนอแก้ไขกฎหมายในรูปแบบ พ.ร.บ. และขอให้สภาฯ เร่งพิจารณา แล้วระหว่างรอหากเกิดความเสียหายใด รัฐบาลก็สามารถใช้อำนาจหรือมาตรการที่มีอยู่จัดการได้
ขณะเดียวกัน แม้ออกเป็น พ.ร.ก. แล้ว มาตรการใหม่หลายประการยังต้องอาศัยการออกกฎหมายลำดับรอง การจัดทำฐานข้อมูล การเตรียมบุคลากร และกระบวนการอื่นๆ ก่อนจะสามารถบังคับใช้ได้อย่างสมบูรณ์ จึงควรอธิบายให้ชัดเจนว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้ช่องทาง พ.ร.ก. แทนที่จะนำกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามกระบวนการปกติ
จรยุทธกล่าวต่อไปว่า ตนได้พูดคุยกับ สส. จากหลายพรรค และได้รับฟังความกังวลต่อมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะการที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ ทหาร ทนายความ ที่ต้องติดตามทรัพย์จากบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง หรือครูผู้หญิงในพื้นที่ชายขอบที่ต้องเข้าเวร
พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมอาวุธปืน โดยปืนผิดกฎหมายต้องถูกจัดการ และอาวุธปืนที่อยู่ในระบบต้องมีความชัดเจนในการครอบครอง แต่การออกมาตรการต้องคำนึงถึงประชาชนที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงควบคู่กันไปด้วย