เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทยใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดนว่า ต้องแยกข้อเท็จจริงออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน คือ ช่วงที่มีการสู้รบ และ ช่วงหลังมีข้อตกลงหยุดยิง พื้นที่การสู้รบ ไม่ได้เปลี่ยนกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน แต่ไทยมีหน้าที่ป้องกันพื้นที่และประชาชนของตน

“ในช่วงที่เกิดการสู้รบ หากมีกำลังฝ่ายกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ซึ่งไทยถือว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทยเพื่อวางกำลัง ใช้อาวุธ หรือโจมตีกำลังและประชาชนไทย กองทัพไทยย่อมมีหน้าที่ป้องกันประเทศ ปกป้องประชาชน และดำเนินการเพื่อยุติภัยคุกคาม ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”
“ดังนั้น การผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามออกจากพื้นที่ที่ไทยถือว่าเป็นดินแดนของตนในระหว่างการสู้รบ ไม่ควรถูกนำไปบิดความหมายว่าไทยมีนโยบายรุกรานหรือแสวงหาดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน”

ผอ.JIC กล่าวว่า หลังการลงนาม Joint Statement (JBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สถานการณ์เข้าสู่กรอบใหม่ ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงและคงการวางกำลัง ณ ตำแหน่งขณะหยุดยิง โดยไม่เคลื่อนกำลังเข้าหาอีกฝ่าย ขณะเดียวกัน ข้อตกลงระบุอย่างชัดเจนว่า การจัดวางกำลังดังกล่าว ไม่กระทบต่อการสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการผ่านกลไก JBC
“นี่คือประเด็นที่ต้องพูดให้ครบ การหยุดยิงคือการหยุดการต่อสู้ ไม่ใช่สนธิสัญญากำหนดเขตแดน และแนววางกำลังก็ไม่ใช่เส้นเขตแดนใหม่”
เพราะฉะนั้น หากกัมพูชาเห็นต่างว่าแผ่นดินบริเวณใดเป็นของฝ่ายใด ก็ต้องนำหลักฐาน แผนที่ และข้อกฎหมายเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ใช่ตัดสินด้วยถ้อยแถลงทางการเมือง และในทางกลับกัน ไทยก็ไม่ควรใช้แนววางกำลังเป็นข้ออ้างในการตัดสินเขตแดนเช่นกัน”

ผอ.JIC กล่าวย้ำว่า ไทยไม่ต้องการดินแดนของกัมพูชาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องดินแดนและประชาชนของเรา หากมีภัยคุกคามเกิดขึ้นในพื้นที่ของไทย เรามีสิทธิและหน้าที่ป้องกันตนเอง แต่เมื่อหยุดยิงแล้ว เราก็เคารพข้อตกลง และนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หลักของเราจึงชัดเจนมาก Defend when necessary, de-escalate when possible, and settle the boundary through agreed mechanisms.”
“เราไม่ขอให้ประชาคมโลกเลือกข้างไทยหรือกัมพูชา เราขอเพียงให้พิจารณา Full Timeline, Facts on the Ground และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน ด้วยมาตรฐานเดียวกัน”
ท้ายที่สุด ไทยต้องการให้ชายแดนกลับคืนสู่ความสงบ ประชาชนทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และปัญหาเขตแดนได้รับการแก้ไขด้วยกฎหมาย การเจรจา และกลไกทวิภาคี ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลัง
“Security first. Facts first. JBC for the boundary. Peace as the destination.”