วันที่ 5 กันยายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส โดยระบุว่า มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญ มีความคืบหน้าไปอีกขั้น หลังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง พร้อมเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของมาตรการ เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ หรือ คปร. ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
สำหรับการปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะเรื่องมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ ขณะเดียวกันประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนจะต้องดีขึ้น
ส่วนมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กำหนดกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย
1. ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป
2. ผู้มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
โดยได้เห็นชอบในหลักการให้กำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้ง 2 กลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมกำหนดเงื่อนไขว่า ผู้เข้าร่วมมาตรการจะไม่สามารถกลับเข้ารับราชการ หรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐได้อีก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางกรอบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ด้วยการควบคุมและตรึงอัตรากำลัง รวมถึงบริหารจัดการอัตราว่างและอัตราที่เกิดขึ้นจากการเกษียณอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
น.ส.รัชดา ระบุว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมาย ลดข้าราชการแบบเหมาเข่ง แต่เป็นการใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังคนมาปรับโครงสร้างภาครัฐให้สอดคล้องกับภารกิจในอนาคต โดยลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง พร้อมรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังมีความต้องการรับบริการจากภาครัฐ
นอกจากนี้ การปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐจะดำเนินการไปพร้อมกับการปรับกำลังคน โดยรัฐบาลได้ผลักดันพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 ขณะที่หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงานต่าง ๆ
กฎหมายดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการทบทวนขั้นตอนการอนุมัติ การอนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือเฉพาะขั้นตอนที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระของประชาชนในการติดต่อราชการ รวมทั้งช่วยลดช่องทางการทุจริต
น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า หน่วยงานภาครัฐจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทดแทนงานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดการขอเอกสารจากประชาชนในกรณีที่ภาครัฐมีข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว พร้อมเปิดทางให้สามารถใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะทางเข้ามาสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ
การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องมาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับคน งาน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เป้าหมายคือทำให้รัฐมีขนาดเหมาะสมและคล่องตัวขึ้น โดยประชาชนต้องไม่เป็นผู้แบกรับภาระจากการลดขนาดรัฐ ตรงกันข้าม ประชาชนต้องได้รับบริการที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ขั้นตอนน้อยลง เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และระบบราชการมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น น.ส.รัชดากล่าว