ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ นิรโทษกรรมคดีการเมือง ย้อนหลัง 20 ปี
ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ นิรโทษกรรมคดีการเมือง ย้อนหลัง 20 ปี
ข่าวการเมือง

ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ นิรโทษกรรมคดีการเมือง ย้อนหลัง 20 ปี

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569  โดยมีข้อความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมืองซึ่งได้กระทําตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. พ.ศ. 2568 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนํา และยินยอมของรัฐสภา 

พร้อมระบุ บัญชีแนบท้าย 31 ฐานความผิด โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดการแตกแยกของความคิดทางการเมือง แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายไปทั่วประเทศ มีการผลัดกันชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดมาโดยทําให้รัฐบาลได้ยกระดับการประกาศและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลายเป็นการกระทําผิดต่อกฎหมาย ทั้งที่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง ในรูปแบบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งประชาชนผู้ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองและไม่ได้เข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง แต่เมื่อได้มีการกระทําที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันมาจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะได้กระทําการใด ๆ ไปเพียงเพราะมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองหรือเจตนาต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี 

นอกจากนี้แล้วสาเหตุอันสําคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทําของบุคคลเช่นว่านั่นก็อาจกล่าวได้ว่า เกิดมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความยืดหยุ่นจนนําไปสู่การเผชิญหน้าของประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจนเกิดกระทบกระทั่งทางอารมณ์ต่อกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐจํานวนมากเกิดการบาดเจ็บล้มตาย และยังมีผู้เข้าร่วมชุมนุม หรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองโดยบริสุทธิ์อีกจํานวนมากต้องถูกจับกุมและดําเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งจากความผิดที่มีเจตนาที่แท้จริงเพียงต้องการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง มิใช่เจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทําความผิดทางอาญา

ด้วยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติไม่เฉพาะแต่ทางการเมือง หากแต่มีผลกระทบถึงภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ การกระทําต่าง ๆ ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองแม้จะกลายเป็นการกระทำความผิดโดยสภาพ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทําความผิดที่แท้จริงแล้วผู้กระทํามิได้มีเจตนาชั่วร้าย หรือเจตนากระทําความผิดอาญาแต่อย่างใด

หากแต่เป็นเพียงเจตนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่เกิดขึ้นเพียงเพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทําผิดอาญา หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้ประชาชนหรือบุคคลผู้ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิด และต้องรับโทษอย่างรุนแรงด้วยเหตุดังกล่าวพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายและปราศจากมลทินมัวหมอง เพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง

อีกทั้งยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยอันจะทําให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุขและร่วมกันพัฒนาประเทศชาติ ให้มีความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ

คลิกอ่านฉบับเต็ม : พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ