แรงไม่แผ่ว! พรรคประชาชน อัด ป.ป.ช. เปิด 4 ข้อกล่าวหา คดีศักดิ์สยาม
แรงไม่แผ่ว! พรรคประชาชน อัด ป.ป.ช. เปิด 4 ข้อกล่าวหา คดีศักดิ์สยาม
ข่าวการเมือง

แรงไม่แผ่ว! พรรคประชาชน อัด ป.ป.ช. เปิด 4 ข้อกล่าวหา คดีศักดิ์สยาม

ฟังข่าวนี้

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยรายละเอียดคำร้องที่พรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนยื่นต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีมีมติยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากข้อกล่าวหาเรื่องการซุกหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ ซึ่งเป็นกิจการที่นายศักดิ์สยามก่อตั้งขึ้นเอง โดยตระกูลชิดชอบถือหุ้นรวมกันมากกว่า 80% และที่ตั้งของห้างหุ้นส่วนก็อยู่ที่บ้านของนายศักดิ์สยาม

ทั้งนี้ ในบางช่วงที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายศักดิ์สยามได้ถอนตัวจากการถือหุ้น แต่ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งพรรคการเมืองต้องยุติกิจกรรมทางการเมือง ได้กลับเข้ามาถือหุ้นใหญ่และเพิ่มทุนในกิจการดังกล่าวอีกกว่า 120 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงรัฐบาล คสช. ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ได้รับงานจากภาครัฐรวมมูลค่าประมาณ 440 ล้านบาท

ก่อนการเลือกตั้งปี 2561 นายศักดิ์สยามได้โอนหุ้นทั้งหมดให้กับบุคคลหนึ่งซึ่งถูกระบุว่าเป็นนาย ศ. โดยนายปกรณ์วุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับครอบครัวชิดชอบมาเป็นเวลานาน และมีข้อพิรุธหลายประการที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการโอนหุ้นอาจเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทศิลาชัยฯ ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูลชิดชอบ โดยปรากฏว่านาย ศ. เคยมีสถานะเป็นลูกจ้างที่ได้รับเงินเดือนเพียง 9,000 บาทต่อเดือน แต่กลับมีการปล่อยกู้ให้บริษัทศิลาชัยฯ รวมหลายร้อยล้านบาท ก่อนที่บริษัทดังกล่าวจะปล่อยกู้ให้นายศักดิ์สยามต่ออีก 88.5 ล้านบาท รวมถึงมีการบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยหลายรายการ ทั้งในนามบริษัทและบุคคล

นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวมีความผิดปกติอย่างมาก ทั้งในเรื่องฐานะทางการเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และราคาการซื้อขายหุ้นที่เกิดขึ้น โดยห้างหุ้นส่วนดังกล่าวมีทรัพย์สินมากกว่า 200 ล้านบาท และมีสัญญางานภาครัฐมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่กลับมีการซื้อขายหุ้นในราคาประมาณ 119 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงราคาทุน

หลังการโอนหุ้น ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวยังคงได้รับงานจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมต่อเนื่องเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท ในช่วงที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อีกทั้งยังพบข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น การแข่งขันกับคู่เทียบรายเดิม และการชนะประมูลด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า การอภิปรายของตนในอดีตนำไปสู่การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี โดยศาลพบข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงจากนายศักดิ์สยาม ผ่านบริษัทศิลาชัยฯ ไปยังนาย ศ. ก่อนนำไปซื้อกองทุนและนำเงินกลับมาซื้อหุ้นในห้างหุ้นส่วนบุรีเจริญฯ

นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังการโอนหุ้นแล้ว ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวยังมีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารแล้วก็ตาม

นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า การที่ ป.ป.ช. มีมติยุติเรื่องและยกคำร้องก่อให้เกิดข้อสงสัยสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ชี้แจงประเด็นหนี้สินระหว่างนายศักดิ์สยามกับห้างหุ้นส่วน การตีความกฎหมายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย รวมถึงการที่ผู้ร้องไม่เคยได้รับการเรียกให้ข้อมูลหรือรับทราบความคืบหน้าของคดีตลอดระยะเวลาการพิจารณา

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคประชาชนได้จัดทำคำร้องต่อประธานรัฐสภา โดยได้รับการสนับสนุนจาก สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน 4 พรรค และสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ซึ่งสรุปข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ไว้ 4 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือ การดำเนินการตรวจสอบที่มีข้อบกพร่อง โดยเฉพาะกรณีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งตามระเบียบของ ป.ป.ช. มีทั้งการตรวจสอบปกติ การตรวจสอบยืนยัน และการตรวจสอบเชิงลึก แต่กรณีนี้กลับไม่มีการตรวจสอบเชิงลึก ทั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการซุกหุ้นและการถือครองทรัพย์สินแทนกัน

ส่วนการตรวจสอบความผิดทางอาญา ป.ป.ช. ได้ยุติเรื่องตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบเบื้องต้น โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีน้ำหนักมากพอที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่สอง คือ การใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง โดยนายพริษฐ์ เห็นว่าแม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. จะอยู่คนละฐานความผิด แต่ข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาควรเป็นชุดเดียวกัน ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน หลักฐานการโอนหุ้น เอกสารทางบัญชี และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยนำมาวินิจฉัยจนมีคำสั่งให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี

ประเด็นที่สาม คือ พฤติการณ์ในการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ โดยผู้ร้องไม่เคยได้รับแจ้งความคืบหน้า ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการ และยังไม่ได้รับเอกสารที่ร้องขอเพิ่มเติม แม้ ป.ป.ช. จะมีมติยุติเรื่องไปแล้วเป็นเวลาหลายเดือน

ส่วนประเด็นสุดท้าย คือ การละเว้นตรวจสอบข้อกล่าวหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126 ซึ่งอยู่ในคำร้องเดิม แต่ไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใด ป.ป.ช. จึงไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว หรือไม่วินิจฉัยให้ชัดเจนว่านายศักดิ์สยามยังคงมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นอยู่หรือไม่ ทั้งที่หากมีการวินิจฉัยในประเด็นนี้ อาจนำไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับความผิดฐานผลประโยชน์ทับซ้อนได้

ทั้งนี้ หลังยื่นคำร้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประธานรัฐสภาว่าจะเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอหรือไม่ หากเห็นว่ามีน้ำหนักเพียงพอ ก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

นายพริษฐ์ ยังเรียกร้องให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์และกรอบเวลาการพิจารณาอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง และควรได้รับการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสมัยประชุมรัฐสภาปัจจุบันที่จะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ