วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน กล่าวถึงการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ว่าปัจจุบันแม่น้ำสายหลักที่ไหลจากประเทศเพื่อนบ้านสู่ประเทศไทย ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขั้นรุนแรง ทั้งน้ำและตะกอนดินมีการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักอยู่ในเกณฑ์อันตราย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งข้าว ผัก ปลา และกุ้งที่นำมารับประทานเกิดการปนเปื้อนสารหนู ประชาชนเสี่ยงต่อการสะสมของสารพิษในร่างกายเกินมาตรฐาน น้ำกินน้ำใช้ไม่ปลอดภัยจนต้องมีการย้ายสถานีผลิตน้ำประปา ตลอดจนธุรกิจในพื้นที่แหล่งน้ำต้องทยอยปิดตัวลงเกือบทั้งหมด

และน่าเสียดายที่ในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่เชียงรายปีนี้ เป็นอีกปีที่ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ปฏิเสธคำเชิญของภาคประชาชน ไม่มีรัฐมนตรีมารับฟังเสียงสะท้อนของปัญหาแม้แต่คนเดียว ทั้งที่มีภาคประชาชนจากทั้งเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และระนอง มาร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา

จากการติดตามปัญหานี้อย่างต่อเนื่องถึง 3 รัฐบาล เห็นความละเลยของทุกผู้มีอำนาจ แม้ปัญหาจะเข้าขั้นวิกฤต แต่กลับมีการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในประเด็นนี้เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 และเป็นการพูดคุยกับเมียนมาเพียงประเทศเดียว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังไม่มีการเจรจากับประเทศลาวและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของกิจกรรมเหมืองแร่เลย จนถึงขั้นที่โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนได้ออกมาแถลงว่า แม่น้ำในไทยไม่ได้ปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจน และความละเลยนี้กำลังทำให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องสูญเสียแทบทุกอย่าง

ภัทรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลมีอำนาจเต็มอยู่ในมือ สิ่งที่ต้องดำเนินการทันที คือการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.แร่ มาตรา 104 เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของแร่มลพิษ โดยมีมาตรการสำคัญคือ (1) กำหนดให้แร่ที่สำคัญ เช่น Rare Earth, พลวง, ดีบุก ฯลฯ เป็นแร่ที่ต้องขออนุญาตนำเข้า (2) ต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของเหมือง โดยมีคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เมียนมา ลาว จีน หรือองค์กรที่เป็นกลาง เป็นผู้ดำเนินการออกกลไกแผนปฏิบัติการจากการเจรจาพหุภาคี (3) แร่ที่จะนำเข้าต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่ามาจากเหมืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ทำให้แม่น้ำเป็นพิษ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด นี่คือไม้แข็งที่รัฐบาลทำได้ทันที รัฐบาลต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างคนไทย หรือจะอยู่ข้างประเทศเจ้าของเหมือง ภัทรพงษ์ กล่าว

ภัทรพงษ์ ทิ้งท้ายว่า แม้วันนี้รัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจกับปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน ไม่มีการมอบหมาย คน เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นตอเจรจาเชิงรุกกับต่างประเทศ รวมถึงการจัดการ กฎ เรื่องตรวจห่วงโซ่แร่ และในการจัดการ งบ เพื่อรับมือผลกระทบและเยียวยาประชาชน แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะร่วมมือกับภาคประชาชนขับเคลื่อนแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มที่ โดยจะใช้กลไกอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน และกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสุขภาพของพี่น้องประชาชน