สะเทือนคลังชาติ! รัฐบาล เตรียมกู้เงิน 5 แสนล้าน หลังหนี้แตะเพดาน-เศรษฐกิจผันผวน
ข่าวการเมือง

สะเทือนคลังชาติ! รัฐบาล เตรียมกู้เงิน 5 แสนล้าน หลังหนี้แตะเพดาน-เศรษฐกิจผันผวน

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ปกรณ์ นิลประพันธ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยย้ำว่าการออก พ.ร.ก. เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเปิดช่องให้ดำเนินการได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ภายหลังการออก พ.ร.ก. แล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ต้องนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยเร็วตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมย้ำว่าการเลือกใช้เครื่องมือดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีความเปราะบาง และต้องการความรวดเร็วในการรับมือ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเงินคงคลังที่อยู่ในระดับตึงตัว ประกอบกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ระดับรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง

ทั้งนี้ แม้ในทางปฏิบัติการกู้เงินจริงอาจไม่เต็มวงเงินที่กำหนดไว้ แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดกรอบวงเงินกู้ให้ครอบคลุมไว้ก่อน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการหนี้ในภาวะวิกฤต

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังสามารถดำเนินการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณควบคู่กันไป เพื่อเสริมแหล่งเงินสำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการออก พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าว จะต้องดำเนินการภายหลังการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากระดับปัจจุบันที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 66% โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณากำหนดเพดานใหม่ให้เหมาะสม เพื่อรองรับวงเงินกู้เพิ่มเติม เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังในขณะนี้เริ่มมีข้อจำกัด

นอกจากนี้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ยังกล่าวถึงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ข้อเสนอการออก พ.ร.ก. เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 150,000 ล้านบาท ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็น โดยย้ำว่ากองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เดิมเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในระยะสั้น ควรมีวงเงินหมุนเวียนเพียง 20,000-40,000 ล้านบาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการนำเงินกองทุนไปใช้ในการอุดหนุนราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สะสมจำนวนมาก หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมายและสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรอบอย่างรอบคอบ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นต่อไป