พ.อ.กิตติพงษ์ ย้อนประวัติศาสตร์แก้รัฐธรรมนูญ ลั่น ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเพราะโชคชะตา แต่เพราะประชาชนถูกทำให้ลืม
ข่าวการเมือง

พ.อ.กิตติพงษ์ ย้อนประวัติศาสตร์แก้รัฐธรรมนูญ ลั่น ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเพราะโชคชะตา แต่เพราะประชาชนถูกทำให้ลืม

กลายเป็นอีกหนึ่งบทความที่หลายต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เขียนได้ดีมาก หลังเฟซบุ๊ก Kittipong Sujjakulnukij ได้เรียบเรียงให้เราเห็นภาพการพังทลายของเสาหลักของชาติได้ชัดและเต็มไปด้วยข้อเท็จจริง พวกเราต้องตื่นรู้ เท่าทัน ไม่มีใครช่วยเรารักษาสิ่งที่ควรรักษาถ้าเราไม่ทำมันด้วยตัวเอง ระบุว่า

ไม่มีสถาบันกษัตริย์ใดในโลกพังลงเพราะประชาชนตื่นขึ้นมาเกลียดกษัตริย์พร้อมกันทั้งประเทศ แต่ทุกสถาบันที่ล่ม ล้วนถูกทำให้ล้มทีละชิ้น อย่างเป็นระบบและแนบเนียน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เตือนเราด้วยคำพูด แต่มันเตือนเราด้วยซากประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง และสูตรนั้นกำลังถูกใช้ซ้ำอีกครั้ง

เริ่มจาก กติกา ก่อนเสมอ

ทุกครั้งที่ฝ่ายซ้ายในโลกต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ พวกเขาไม่เริ่มจากการโค่นกษัตริย์ แต่เริ่มจากการบอกว่า เราขอแค่แก้รัฐธรรมนูญ

สเปน ปี 1931: รัฐธรรมนูญใหม่ถูกเสนอในนามของความก้าวหน้า แต่เนื้อแท้คือการตัดอำนาจเชิงโครงสร้างของสถาบัน ผลลัพธ์ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม แต่คือสงครามกลางเมือง เลือด และความแตกแยกยาวนาน

รัสเซีย ปี 1917: ซาร์ยังอยู่ แต่ไม่มีอำนาจ และเมื่อสถาบันกลายเป็นเพียงเงา การล้มก็เป็นเพียงพิธีกรรมขั้นสุดท้าย

รัฐธรรมนูญคือด่านแรก

ใครก็ตามที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวกับสถาบัน” ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ

ทำให้กองทัพ “แพ้” โดยไม่ต้องรบ

ไม่มีระบอบกษัตริย์ใดอยู่ได้ หากกองทัพอ่อนแอ และไม่มีฝ่ายซ้ายใดโง่พอจะปะทะกองทัพตรง ๆ วิธีที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณ ทำให้คำว่า “ทหาร” กลายเป็นภาพลบในสังคม

ฝรั่งเศสก่อนปี 1789: กองทัพขาดงบ ไร้เกียรติ นายทหารถูกวาดภาพเป็นศัตรูของประชาชน เมื่อการปฏิวัติมาถึง กองทัพไม่เหลือพลังจะปกป้องอะไรเลย

อิหร่าน ปี 1979: กองทัพของพระเจ้าชาห์ไม่ได้แพ้ในสนามรบ แต่แพ้ในสนามศีลธรรม และเมื่อทหารลังเล ระบอบก็จบ

สูตรอันตรายที่สุด: แยกทหารผู้น้อยออกจากกองทัพ

ถ้ามียุทธศาสตร์ใดที่การปฏิวัติทุกครั้งต้องใช้ มันคือการทำให้ทหารไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา

รัสเซีย ปี 1917: เกิด “สภาทหาร” ของทหารชั้นผู้น้อย

คำสั่งกลายเป็นเรื่องต่อรอง กองทัพกลายเป็นฝูงชนติดอาวุธ

จีนคอมมิวนิสต์

คำว่า “ทหารของประชาชน” ถูกใช้เพื่อดึงทหารออกจากความจงรักภักดีเดิม เมื่อกองทัพไม่ขึ้นกับสถาบันใด สถาบันนั้นย่อมพัง นี่ไม่ใช่อุดมการณ์ นี่คือเทคนิค

เมื่อโจมตีสถาบันไม่ได้ ก็โจมตี “คุณค่า”

ในโลกสมัยใหม่ การล้มสถาบันไม่จำเป็นต้องล้มตัวบุคคล แค่ทำให้คุณค่าที่สถาบันยืนอยู่ กลายเป็นของน่ารังเกียจ

ยุโรปทำลายศีลธรรมศาสนา ก่อนโค่นกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ทำลาย “วัฒนธรรมเก่า” ก่อนยึดอำนาจ

ในประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่นโยบาย แต่คือ สายใยทางศีลธรรม ระหว่างสถาบันกับประชาชน กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “การกดให้จน” “เครื่องมือชนชั้นนำ” นั่นไม่ใช่การวิจารณ์ แต่นั่นคือการตัดราก

บทสรุปที่โลกเห็นมาแล้ว

ไม่มีประเทศใดในประวัติศาสตร์ ที่ล้มสถาบันกษัตริย์แล้วได้เสรีภาพตามที่สัญญา ฝรั่งเศส ได้จักรพรรดิ รัสเซีย ได้เผด็จการ อิหร่าน ได้ระบอบศาสนาที่เข้มข้นกว่าเดิม สเปน ได้สงครามกลางเมือง สิ่งที่หายไปคือสถาบัน สิ่งที่มาแทนคือ อำนาจที่ไม่ต้องอธิบายกับใคร

คำเตือนถึงสังคมไทย

อันตรายที่สุด ไม่ใช่คนที่ตะโกนล้มเจ้า แต่อันตรายที่สุดคือ คนที่บอกว่าไม่ล้ม แต่ค่อย ๆ ดึงเสาออกทีละต้น

ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเพราะโชคชะตา มันซ้ำรอยเพราะประชาชนถูกทำให้ลืม และเมื่อวันหนึ่งเราหันกลับไปมอง ประเทศอาจไม่เหลืออะไรให้ปกป้อง นอกจากคำว่า รู้อย่างนี้ น่าจะรู้ทันตั้งแต่แรก

บทความชี้ให้เห็นว่า การล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ในประวัติศาสตร์โลก ไม่ได้เกิดจากประชาชนลุกขึ้นเกลียดชังพร้อมกันทั้งประเทศ แต่เกิดจากกระบวนการที่ค่อย ๆ บ่อนทำลายอย่างเป็นระบบและแนบเนียน โดยมี สูตรซ้ำ ที่ถูกใช้มาแล้วหลายประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง