จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ น้องณิริน ลูกสาวสุดที่รักของ หนิง ปณิตา พัฒนาหิรัญ ร้องไห้กลางไลฟ์ บอกไม่อยากหน้าเหมือนพ่อ จิน จรินทร์ ธรรมวัฒนะเพราะพ่อหน้าเหมือนปลาบู่
ล่าสุด หนิง ปณิตา ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องดังกล่าวภายในงานประกาศรางวัลนาคราช ครั้งที่ 8 โดยยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการหยอกล้อกันตามประสาพ่อลูก และทั้งคู่ไม่ได้มีปัญหาหรือความขัดแย้งอะไรกัน
หนิงเผยว่า หากติดตามไลฟ์ตั้งแต่ต้นจนจบ จะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีอะไร และประโยคที่น้องณิรินพูดว่าไม่อยากมีหน้าตาเหมือนพ่อนั้น เป็นเพียงการแซวเล่นกันตามปกติในครอบครัว แต่เมื่อถูกนำเสนอออกไป หลายคนอาจมองว่าเป็นการที่ฝ่ายพ่อน้อยใจลูก ซึ่งในมุมของหนิงไม่สามารถตอบแทนความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายได้ เพราะเป็นเรื่องของมุมมองส่วนบุคคล
“เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อลูก คือจริงๆ เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลยค่ะ ถ้าได้ฟังตามไลฟ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีอะไรเลย ประเด็นที่เขาบอกว่าไม่ได้อยากจะหน้าตาเหมือนพ่อ อันนี้มันเป็นเรื่องที่เขาแซวเล่นกันแบบนี้ เป็นเรื่องปกติในพ่อลูกอยู่แล้ว”
หนิงยังยอมรับว่า เรื่องราวภายในครอบครัวมีรายละเอียดมากกว่าที่สังคมเห็น และไม่จำเป็นต้องลงไปในรายละเอียดทุกเรื่อง เพราะยังมีประเด็นอื่นในสังคมที่ควรให้ความสนใจมากกว่า พร้อมเชื่อว่ากำลังใจจากคนรอบข้างและแฟนคลับจะช่วยให้น้องณิรินเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง
สำหรับการรับมือกับกระแสโซเชียล หนิงมองว่า น้องณิรินอายุเพียง 13 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง จึงอยากให้เวลาเด็กได้เรียนรู้และปรับตัว โดยที่ผ่านมาได้รับข้อความให้กำลังใจจากทั้งแฟนคลับ คนรอบข้าง รวมถึงพี่ๆ สื่อมวลชนจำนวนมาก
หนิงเผยว่า เธอพยายามทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องเบาๆ เพราะหากมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องใหญ่และจริงจังมากเกินไป อาจกลายเป็นดราม่าที่หนักขึ้น พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของคนเป็นแม่คือการเลี้ยงดู ให้ความรู้ และสอนลูกให้เต็มที่ แต่สุดท้ายแล้วเด็กต้องเรียนรู้และใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
“เราเลี้ยงลูก เราก็เลี้ยงดูได้แค่ตัว แล้วก็ให้ความรู้ ให้วัคซีนกับลูกให้เต็มที่ ที่เหลือเขาก็จะต้องลองใช้ชีวิต แล้วก็ผ่านประสบการณ์ของเขา และลึกๆ หนิงบอกเลยว่า เราก็ต้องมั่นใจในตัวลูกเรา”
นอกจากนี้ หนิงยังพูดถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน โดยในฐานะผู้ปกครองยอมรับว่ารู้สึกเสียใจและเป็นห่วง แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีความซับซ้อนและมีหลายบริบท จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหากยังไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด
สิ่งที่หนิงทำได้คือการแสดงความเสียใจและความห่วงใย พร้อมย้ำว่าตนเองจะทำหน้าที่เป็น “เพื่อน” ที่คอยรับฟัง โอบกอด และอยู่เคียงข้างลูก โดยมองว่าการเลี้ยงลูกในยุคนี้ต้องเปิดใจรับฟังมากขึ้น เพราะช่องว่างระหว่างวัยทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกต้องปรับตัวเข้าหากัน
หนิงยังเผยด้วยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้เธอตั้งใจว่าจะรับฟังลูกให้มากกว่าเดิม พร้อมสอนน้องณิรินถึงวิธีเอาตัวรอดหากต้องเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรง โดยย้ำว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือพาตัวเองออกจากจุดเกิดเหตุ ไม่เข้าไปมุง ไม่เข้าไปดู และไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก
“เวลาที่เกิดเหตุการณ์อะไรที่มันรุนแรง ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนก็ตาม ขอให้เอาตัวออกมาจากเหตุการณ์นั้นก่อน อย่าไปมุง อย่าเข้าไปดู อย่าเข้าไปถ่าย เอาตัวเราออกมาก่อน แล้วค่อยมาคุยกันว่าอย่างไร”
พร้อมฝากถึงเด็กๆ และผู้ปกครองว่า แม้จะรู้สึกว่าตัวเองโตและสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว แต่ก็ไม่ควรประมาทกับชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติและคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก