สะเทือนวงการ! ผู้ประกาศข่าวช่องดัง วิเคราะห์ตรงๆ หลัง ผอ.ข่าวลาออก ชี้เหตุผลที่ทำเอาหลายคนใจหาย
สะเทือนวงการ! ผู้ประกาศข่าวช่องดัง วิเคราะห์ตรงๆ หลัง ผอ.ข่าวลาออก ชี้เหตุผลที่ทำเอาหลายคนใจหาย
ข่าวบันเทิง

สะเทือนวงการ! ผู้ประกาศข่าวช่องดัง วิเคราะห์ตรงๆ หลัง ผอ.ข่าวลาออก ชี้เหตุผลที่ทำเอาหลายคนใจหาย

ฟังข่าวนี้

จากกรณี ติ่ง สมภพ รัตนวลี หรือ ติ่งข่าว ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของช่องเวิร์คพอยท์ทีวี (Workpoint TV) หลังทำงานกับสถานีมากว่า 10 ปี 7 เดือน โดยให้เหตุผลว่าเป็นผลจากการปรับลดโครงสร้างองค์กรท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ และการลาออกจะมีผลตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยาก แต่เข้าใจว่าธุรกิจย่อมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ล่าสุด วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 กฤษดา นวลมี ผู้ประกาศข่าวช่อง 7 รายการสนามข่าว ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์สถานการณ์ของวงการสื่อในปัจจุบัน โดยระบุว่า

ได้ยินข่าวการปลดระดับ ผอ.ข่าวช่องหนึ่งแล้วใจหาย พูดจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นการปลดหรอก แต่เขาลาออกเอง เพื่อให้น้องๆ คนอื่นในทีมข่าวได้ไปต่อ เหมือนที่ผมเคยบอกว่า ฝ่ายข่าวหรือรายการข่าวจะอยู่ในลำดับแรกๆ เวลาผู้บริหารจะลีนองค์กร ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับคนเราก็คือ อยากรีดไขมันออก ให้ดูเพรียวขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่เขาอาจจะลืมฉุกคิดไปว่า ที่กำลังพยายามรีดออกนั้น เป็นไขมัน หรือเป็นกระดูกกันแน่!

ฝ่ายข่าวเป็นหน่วยงานที่มีต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการได้มาซึ่งข่าวแต่ละชิ้นล้วนมีค่าใช้จ่าย ข่าวที่ออกอากาศไม่สามารถคัดลอกผลงานของผู้อื่นได้ เนื่องจากมีลิขสิทธิ์ หากไม่ซื้อลิขสิทธิ์ภาพข่าว ก็ต้องส่งทีมงานลงพื้นที่ทำข่าวเอง อย่างน้อยต้องใช้บุคลากรประมาณ 3 คน หรือหากลดต้นทุนก็อาจเหลือเพียงช่างภาพกับคนขับรถ เมื่อกลับมาถึงสถานีก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการเขียนบท ตัดต่อ ใส่กราฟิก ตรวจโดยบรรณาธิการข่าว ก่อนส่งต่อให้ผู้ประกาศและทีมออกอากาศ ดังนั้นทั้งค่าข่าว เงินเดือน ค่าโอที และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร จึงทำให้ฝ่ายข่าวมีต้นทุนสูงเป็นธรรมดา

เมื่อองค์กรจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายและลดจำนวนพนักงาน ผู้บริหารย่อมนำตัวเลขกำไรขาดทุนมาพิจารณา ทำให้ฝ่ายข่าวถูกมองว่าเป็นหน่วยงานที่มีภาระต้นทุนมากที่สุด จึงกลายเป็นจุดแรกที่ถูกพิจารณาปรับลด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้บริหารอาจมองข้ามคือ ภูมิทัศน์ของสื่อในปัจจุบันและอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันของคอนเทนต์ที่รุนแรง ผู้ชมสามารถเลือกดูละคร รายการวาไรตี้ หรือเกมโชว์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ทุกเวลาตามความสะดวก อีกทั้งหลายแพลตฟอร์มยังไม่มีโฆษณาคั่น จึงทำให้การรับชมรายการสดทางโทรทัศน์ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน รายการข่าวมีลักษณะแตกต่างจากรายการบันเทิง เพราะหัวใจของข่าวคือความสดใหม่ หากรับรู้ช้าก็เท่ากับตกข่าวแล้ว การรับชมย้อนหลังเพียงวันเดียวก็อาจไม่ทันต่อเหตุการณ์และการพูดคุยในสังคม เช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬาที่ผู้ชมส่วนใหญ่นิยมรับชมแบบถ่ายทอดสด เพราะหากรู้ผลล่วงหน้า ความตื่นเต้นก็จะหายไป ด้วยเหตุนี้ รายการข่าวทางโทรทัศน์จึงไม่มีวันหมดความสำคัญอย่างที่ผมเคยเปรยไว้ เพราะหากข่าวไม่มีพื้นที่ในสื่อ ก็เหมือนประชาชนถูกปิดหู ปิดตา ซึ่งเค้าย่อมไม่อยากให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นแน่

หากพิจารณาจากเรตติ้งในปัจจุบัน จะพบว่ารายการข่าวหลายรายการมีเรตติ้งสูงกว่าละครช่วงไพรม์ไทม์ในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากผู้ชมยังคงเลือกติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ ขณะที่ละครสามารถรับชมย้อนหลังได้ตามต้องการ จึงมักเห็นเรตติ้งละครทั้งก่อนและหลังช่วงข่าวลดลงอย่างชัดเจน เพราะผู้ชมจำนวนไม่น้อยเปิดโทรทัศน์เพื่อรับชมข่าวโดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อย้อนกลับมาที่คำถามว่า หากต้องลีนองค์กร ผู้บริหารกำลังมองฝ่ายข่าวเป็นไขมันที่พอกตัว หรือเป็นกระดูกที่ทำให้ร่างกายยังสามารถดำเนินต่อไปได้?

การที่ระดับ ผอ.ข่าวลาออก อาจถูกมองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบเพื่อเปิดทางให้คนในทีมที่เหลือยังคงมีงานทำและมีรายได้ต่อไป แต่เชื่อเถอะครับว่าร่างกายที่ขาดกระดูกมันก็ย่อมเดินต่อไปได้ลำบาก ดังนั้นการลาออกวันนี้ มันไม่ใช่การลาออกเพื่อให้คนอื่นได้ไปต่อ แต่มันคือการออกของคน ๆ หนึ่ง เพื่อยื้อเวลาให้อีกหลายคนที่เหลืออยู่ได้เตรียมตัว เตรียมใจ มีเวลาหายใจหายคอ หาที่หาทางขยับขยายกันแค่นั้นเองครับ

เป็นกำลังใจให้คนข่าวทุกท่านนะครับ

โพสต์ดังกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ