ไขข้อสงสัย ทำไมตู้ ATM ไม่มีแบงก์ 20 และ 50 บาท ให้กดเงิน
ไขข้อสงสัย ทำไมตู้ ATM ไม่มีแบงก์ 20 และ 50 บาท ให้กดเงิน
ข่าวเศรษฐกิจ

ไขข้อสงสัย ทำไมตู้ ATM ไม่มีแบงก์ 20 และ 50 บาท ให้กดเงิน

ฟังข่าวนี้

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า เวลาไปกดเงินจากตู้ ATM ทำไมจึงมักได้รับธนบัตรฉบับละ 100, 500 หรือ 1,000 บาท แต่แทบไม่พบธนบัตร 20 และ 50 บาท ทั้งที่ธนบัตรทั้งสองชนิดยังคงใช้ในชีวิตประจำวัน และมีความจำเป็นสำหรับการซื้อสินค้าและทอนเงิน

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนธนบัตรหรือมีข้อห้ามในการนำแบงก์ 20 และ 50 บาทมาใส่ในตู้ ATM แต่เป็นผลจากการออกแบบเครื่อง รวมถึงการบริหารจัดการเงินสดและต้นทุนของธนาคาร

ตู้ ATM มีช่องเก็บธนบัตรจำกัด

ภายในตู้ ATM จะมีช่องบรรจุธนบัตร หรือที่เรียกว่า “คาสเซตต์” โดยแต่ละช่องสามารถกำหนดให้จ่ายธนบัตรแต่ละชนิดได้ จำนวนช่องที่มีอยู่จึงถือเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ธนาคารต้องนำมาพิจารณา

หากนำธนบัตร 20 หรือ 50 บาทมาใส่ไว้ในช่องใดช่องหนึ่ง ก็หมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวจะไม่สามารถใช้สำหรับธนบัตร 100, 500 หรือ 1,000 บาทได้ ธนาคารจึงมักเลือกบรรจุธนบัตรที่สามารถรองรับยอดถอนของลูกค้าได้หลากหลายและทำให้มีเงินสดสำรองในเครื่องได้มากกว่า

แบงก์ราคาต่ำทำให้ต้องจ่ายหลายใบ

ลองนึกภาพว่าลูกค้าต้องการถอนเงิน 1,000 บาท หากตู้จ่ายเป็นธนบัตร 20 บาท จะต้องใช้ถึง 50 ใบ ขณะที่ธนบัตร 50 บาทต้องใช้ 20 ใบ แต่หากเป็นธนบัตร 500 บาท จะใช้เพียง 2 ใบ และหากเป็นธนบัตร 1,000 บาท ก็ใช้เพียงใบเดียว

การจ่ายธนบัตรจำนวนมากในแต่ละครั้ง ทำให้เงินสดภายในตู้หมดเร็วขึ้น ส่งผลให้ต้องเติมเงินเข้าตู้บ่อยกว่าการใช้ธนบัตรราคาสูง

เติมเงินบ่อย ต้นทุนการบริหารก็เพิ่มขึ้น

การเติมเงินตู้ ATM ไม่ใช่เพียงการนำธนบัตรมาเติมให้เต็มช่องเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการตรวจนับ คัดแยก ขนส่ง และรักษาความปลอดภัยของเงินสด รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและรถขนเงิน

หากตู้มีธนบัตรราคาต่ำเป็นจำนวนมาก ธนบัตรก็มีโอกาสถูกจ่ายออกจนหมดเร็วขึ้น ธนาคารจึงต้องส่งเจ้าหน้าที่มาเติมเงินบ่อยครั้ง การเลือกใช้ธนบัตร 100, 500 และ 1,000 บาท จึงช่วยให้ตู้สามารถรองรับมูลค่าเงินสดได้มากขึ้นและลดความถี่ในการเติมเงิน

จ่ายธนบัตรหลายใบ เพิ่มภาระให้ระบบ

นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว การจ่ายธนบัตรจำนวนมากในแต่ละรายการยังเพิ่มภาระให้กลไกภายในตู้ ATM เพราะเครื่องต้องหยิบ ตรวจนับ และลำเลียงธนบัตรทีละใบก่อนส่งออกมาให้ลูกค้า

ธนบัตรที่ผ่านการใช้งานมานานอาจมีรอยพับ ยับ หรือมีสภาพไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาในการจ่ายเงินได้ ดังนั้นธนาคารจึงต้องพิจารณาทั้งความเหมาะสมของเครื่องและประสิทธิภาพในการให้บริการ

ไม่มีกฎหมายห้ามใช้แบงก์ 20 และ 50 บาท

การที่ตู้ ATM ส่วนใหญ่ไม่มีธนบัตร 20 และ 50 บาท ไม่ได้หมายความว่ามีกฎหมายหรือข้อกำหนดห้ามนำธนบัตรดังกล่าวมาใช้กับตู้ ATM

ในทางเทคนิค หากตู้รุ่นนั้นรองรับและธนาคารเห็นว่ามีความเหมาะสม ก็สามารถกำหนดให้มีธนบัตรชนิดดังกล่าวได้ เพียงแต่ธนาคารต้องพิจารณาจากจำนวนช่องภายในตู้ ทำเลที่ตั้ง ปริมาณการใช้งาน และพฤติกรรมการถอนเงินของลูกค้า

ด้วยเหตุนี้ ตู้ ATM ในบางพื้นที่หรือบางรูปแบบบริการอาจมีการจ่ายธนบัตรชนิดราคาที่แตกต่างกันได้

แบงก์ 20 และ 50 บาทยังคงหมุนเวียนตามปกติ

แม้จะไม่ค่อยพบธนบัตร 20 และ 50 บาทจากตู้ ATM แต่ธนบัตรทั้งสองชนิดยังคงเป็นเงินที่สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการได้ตามปกติ และยังหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจผ่านธนาคาร ร้านค้า ตลาด และธุรกิจต่าง ๆ

โดยเฉพาะร้านค้าที่ต้องใช้เงินย่อยสำหรับทอนลูกค้า จึงยังมีความต้องการธนบัตรชนิดราคาดังกล่าวอยู่เสมอ

หากต้องการแบงก์ 20 หรือ 50 บาท ทำอย่างไร?

สำหรับผู้ที่ต้องการธนบัตร 20 หรือ 50 บาทจำนวนไม่มาก อาจสอบถามแลกจากร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือจุดให้บริการต่าง ๆ ได้ แต่ควรเข้าใจว่าร้านค้าเองก็จำเป็นต้องสำรองเงินย่อยไว้สำหรับทอนลูกค้า จึงอาจไม่สามารถแลกให้ได้ทุกครั้ง

ส่วนผู้ที่ต้องการธนบัตรย่อยจำนวนมาก เช่น เตรียมไว้สำหรับทอนเงิน งานบุญ หรืองานกิจกรรมต่าง ๆ แนะนำให้ติดต่อสาขาธนาคารล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและจัดเตรียมธนบัตรตามจำนวนที่ต้องการ

สรุป

สาเหตุที่ตู้ ATM ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีธนบัตร 20 และ 50 บาท ไม่ได้มาจากการขาดแคลนหรือการถูกยกเลิก แต่เป็นเรื่องของ ข้อจำกัดด้านพื้นที่ภายในตู้ ประสิทธิภาพในการจ่ายเงิน และต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด

การใช้ธนบัตร 100, 500 และ 1,000 บาท ช่วยให้ตู้สามารถเก็บมูลค่าเงินสดได้มากกว่า จ่ายเงินจำนวนเดียวกันด้วยธนบัตรน้อยกว่า และลดความถี่ในการเติมเงิน จึงเป็นเหตุผลที่ธนาคารส่วนใหญ่นิยมเลือกใช้ธนบัตรราคาดังกล่าว

ดังนั้น หากครั้งหน้ากดเงินจากตู้ ATM แล้วไม่ได้แบงก์ 20 หรือ 50 บาท ก็ไม่ต้องสงสัยว่าธนบัตรหายไปไหน เพราะธนบัตรทั้งสองชนิดยังคงหมุนเวียนและใช้งานได้ตามปกติ เพียงแต่ตู้ ATM ถูกออกแบบมาให้บริหารเงินสดได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง