เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งในด้านเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไทยในทุกมิติ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในการเร่งดำเนินนโยบายเพื่อประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาสให้กับประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนการดำเนินงานในระยะถัดไป โดยจะมุ่งเน้น 5 นโยบายหลัก เพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบในระยะยาว ซึ่งเน้นการปรับโครงสร้าง ดังนี้
1. ดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน: ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการยกระดับโครงการไทยช่วยไทยให้ครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค และสินค้าเกษตร
2. รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร: ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น การควบคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการ การจัดทำโซนนิ่งพื้นที่ปลูก การสร้างมูลค่าด้วย GI การสนับสนุนเกษตรกรแปรรูปสินค้า การสร้างล้งชุมชนเป็นกลไกรับซื้อ และใช้กลไก Trading Firm & Distributor เจาะตลาดใหม่ รวมถึงการนำสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ
3. สร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอี และชุมชน: อาทิ การขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์ (Franchise) และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดและเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ชุมชนได้มากกว่า 117,000 ล้านบาท
4. สร้างสมดุลการส่งออก และยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ: โดยการเพิ่มสัดส่วนของ SMEs ในโครงสร้างการส่งออก การสนับสนุนการใช้ LOCAL CONTENT ผ่านการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (AGRI-PROCESSING) ให้เป็นสินค้าแบรนด์ไทยที่มีมูลค่าสูง (HIGH VALUE-ADDED PRODUCTS) รวมถึงการรักษาตลาดเดิม การเร่งรัดกระบวนการเจรจาจัดทำ ART การรับมือการไต่สวนภายใต้มาตรา 30 การยกระดับการส่งเสริมตลาดจีน และการบุกตลาดใหม่ เช่น การเจรจา FTA ไทย-EU การผลักดัน MRA ด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมกับอินเดีย การใช้ประโยชน์จาก FTA ลาตินอเมริกา และการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง
5. ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการ และปลดล็อกกฎระเบียบ: เช่น การยกระดับการบริหารและการบริการภาครัฐ ภายใต้ MOC Plus “จุดเดียว จบ จริง” และการยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
นางศุภจี ยังกล่าวเสริมว่า ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์จะเริ่มโครงการกระจายสินค้าราคาถูกไปสู่ประชาชนเฟส 2 โดยจะมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าราคาถูกเพิ่มเติม นอกเหนือจากการขายผ่านร้านค้าท้องถิ่นและห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ช่องทางการขายใหม่จะเพิ่มผ่านสถานที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัด ให้ครบ 868 จุด, ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน, ตลาดนัดไทยช่วยไทย 1,000 จุด ทั่วประเทศ และผ่านที่ทำการไปรษณีย์ไทย สำหรับในพื้นที่ห่างไกล จะมีการขายสินค้าผ่านรถเร่ หรือรถพุ่มพวง
โดยกระทรวงพาณิชย์จะเปิดให้ผู้ประกอบการที่มีรถสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการรถเร่ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ซึ่งขณะนี้มีเครือข่ายรถเร่อยู่แล้ว 3,800 คัน นอกจากนี้ กระทรวงฯ จะสนับสนุนค่าครองชีพด้วยการแจกคูปองเติมน้ำมันให้กับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง 1,500 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน รวมเป็น 3,000 บาท และรถกระบะ 3,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน รวมเป็น 6,000 บาท
ด้านผลงานการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2568 - 31 มีนาคม 2569) นางศุภจี ได้กล่าวถึงโครงการควิกบิ๊กวิน (Quick Big Win) หรือแผนเร่งด่วนระยะสั้น ภายใต้ 7 นโยบายหลัก ซึ่งได้ดำเนินไปแล้ว 19 โครงการสำคัญ และจัดกิจกรรมรวม 80 กิจกรรม สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 73,000 ล้านบาท โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย
ตัวอย่างผลงานที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านโครงการธงเขียว ปุ๋ยถูก ยาดี ซึ่งช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 124 ล้านบาท, การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการจัดมหกรรมธงฟ้าชายแดน สร้างมูลค่าการค้า 325 ล้านบาท และช่วยลดค่าครองชีพ 33.56 ล้านบาท
รวมถึงการดูแลค่าครองชีพประชาชน ด้วยโครงการสุขกายสบายกระเป๋าซื้อยาราคาถูก และโครงการธงฟ้าในเทศกาลสำคัญ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้ 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 16,650 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการเสริมแกร่งผู้ประกอบการด้วยการจัดอบรมและทำโครงการแฟรนไชส์ สร้างมูลค่าการค้า 1,559 ล้านบาท, การเดินหน้าเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ โดยจัดตั้ง Special Task Force บุกตลาดศักยภาพ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย จีน เวียดนาม แอฟริกา และลาตินอเมริกา พร้อมกิจกรรม Trade Promotion ที่สร้างมูลค่าการค้าได้ 34,373 ล้านบาท และการพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบ อาทิ การพัฒนา Dashboard ข้าว เพื่อบริหารจัดการเชิงนโยบายแบบเรียลไทม์