วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา นำโดย กัมพล สุภาแพ่ง เตรียมเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 เพื่อนำรายได้ไปพัฒนาระบบสวัสดิการรองรับสังคมผู้สูงวัย พร้อมผลักดันระบบ E-Tax Invoice และขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ รวมถึงภาษีหุ้นและทองคำ
นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาล ซึ่งมีทั้งแนวทางการเพิ่มภาษีและการกู้เงิน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะกักตุนน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซินเป็นระยะเวลานานกว่า 20 วัน

ทั้งนี้ พบความผิดปกติในการกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าปลีก โดยเปลี่ยนจากการส่งมอบแบบวันเว้นวัน เป็น 1 วันเว้น 5 วัน ในช่วงวันที่ 1-26 มีนาคม ส่งผลให้น้ำมันดีเซลหายไปจากตลาดถึงร้อยละ 80 หรือประมาณ 2,000 ล้านลิตร ทำให้ราคาดีเซลพุ่งจากประมาณ 29 บาท เป็นมากกว่า 50 บาทต่อลิตร ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 41.90 บาท ซึ่งยังสูงกว่าระดับเดิมราว 11-12 บาท สร้างภาระต่อประชาชนและก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท
นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังไม่สามารถดำเนินการกับกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวได้ พร้อมแสดงความเห็นว่าการเสนอปรับขึ้นภาษีผ่านวุฒิสภา อาจเป็นการดำเนินการแทนรัฐบาลที่ไม่กล้าเสนอเอง และอาจขัดต่อแนวนโยบายที่เคยหาเสียงไว้

นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่า การปรับขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% ในช่วงที่ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย อาจทำให้การบริโภคลดลง ส่งผลให้ฐานภาษีแคบลงและรายได้ของรัฐลดลงในระยะยาว โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาลดอัตราภาษีแทน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ ลดเหลือ 6% ในปี 2569 และ 5% ในปี 2570
สำหรับแนวคิดการออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เสนอว่า หากรัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินจริง ควรนำเงินไปซื้อหุ้นของ ปตท. คืนจากภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนถือครองประมาณ 30% รวมถึงเข้าซื้อหุ้นใน IRPC และโรงกลั่นอื่น ๆ ให้รัฐถือครองเกินร้อยละ 51 เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับประมาณ 1.50 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันที่อิงราคาตลาดสิงคโปร์ ส่งผลให้ค่าการกลั่นสูงถึง 17 บาทต่อลิตรในช่วงเดือนเมษายน โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้รัฐได้ทรัพย์สินกลับคืน และสามารถลดราคาน้ำมันในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อชดเชยระยะสั้น
ทั้งนี้ นายมงคลกิตติ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์หน้าจะยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่าดำเนินการสอดคล้องกับที่หาเสียงไว้หรือไม่ พร้อมเรียกร้องไปยัง มงคล สุระสัจจะ ให้พิจารณาถอนข้อเสนอการปรับขึ้นภาษีออกจากวาระ โดยย้ำว่าการเพิ่มรายได้รัฐควรเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสม และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งหากดำเนินการในทิศทางดังกล่าว ตนก็พร้อมสนับสนุนการกู้เงินของรัฐบาลต่อไป