วันที่ 9 เมษายน 2569 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) ชี้แจงแนวทางบริหารจัดการราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ภายใต้สถานการณ์ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านพลังงาน โดยยืนยันตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกันเตรียมพิจารณาปรับโครงสร้างราคาขายปลีกใหม่ คาดเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภายใต้หลักการดูแลผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศ ให้สามารถดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางภาวะต้นทุนที่ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง
ดร. สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเผชิญต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมายังอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยอย่างชัดเจน หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ จากราคาวัตถุดิบเม็ดพลาสติกในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาถุงและกระสอบบรรจุน้ำตาลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตั้งแต่ขั้นตอนการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้า ไปจนถึงการกระจายสินค้าสู่ร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุนแฝงในทุกกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายได้พยายามบริหารต้นทุนอย่างเต็มที่ ทั้งการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพื่อชะลอผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่จากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกและการปรับราคาของผู้ผลิตวัตถุดิบ ทำให้อุตสาหกรรมไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันด้านต้นทุนในรอบนี้ได้
ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยตนเอง เพื่อชะลอผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง จึงมีมติร่วมกันตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเวลาที่หลายปัจจัยส่งผลกระทบรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มต้นทุนที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายด้าน จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อรักษาสมดุลของระบบทั้งด้านการผลิต การบริหารสภาพคล่อง และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน โดยการเตรียมปรับราคาขายปลีกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ถือเป็นแนวทางดูแลเสถียรภาพอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกรสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่นคง
ดร. สมชาย ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตน้ำตาลทรายประมาณ 11.8 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ราว 2.35 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นการบริโภคทางตรงในภาคครัวเรือนประมาณ 450,000 ตัน และการบริโภคทางอ้อมในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยา
ในการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้ อุตสาหกรรมได้ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยจะปรับขึ้นเฉพาะราคาขายปลีกเท่านั้น ส่วนราคาจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมจะยังไม่มีการปรับในรอบนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ และรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจโดยรวม
การพิจารณาปรับราคาในครั้งนี้ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วน ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาต้นทุนของโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความต่อเนื่องของทั้งระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย การปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เป็นแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคเกษตรและภาคการผลิตของประเทศ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางและพร้อมปรับตัวตามกลไกตลาดให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร จะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างมั่นคง
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ