เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 ได้เห็นชอบการปรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟทีไว้ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อนำไปรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งคิดเป็น 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท แทนประชาชน พร้อมทั้งนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือ 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังมีความผันผวน
นายพูลพัฒน์ระบุว่า การกำหนดค่าเอฟทีครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ต้องสะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยสามารถนำเงิน Claw back มาช่วยลดค่าไฟ เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพค่าไฟในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัว สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ กกพ. ระหว่างวันที่ 25 - 31 มีนาคม 2569 พบว่ามีผู้แสดงความคิดเห็น 340 ความเห็น โดยร้อยละ 49 เห็นด้วยกับค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่นำเงิน Claw back มาช่วยลดภาระประชาชน
นายพูลพัฒน์ยังกล่าวถึงข้อเสนอให้ตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย การตรึงค่าไฟทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท ดังนั้น หากตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน หากพิจารณาเฉพาะผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 366 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 591 ล้านบาท ในช่วงเวลา 4 เดือน
ทั้งนี้ กกพ. ย้ำว่าการตรึงค่าไฟต้องคำนึงถึงงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบระยะยาว โดยยังคงยึดหลักความสมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม กกพ. ยังติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในอนาคต
นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ. เตือนว่าในช่วงฤดูร้อนเดือนเมษายน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากอากาศร้อนจัด ทำให้เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ค่าไฟในแต่ละเดือนสูงขึ้นตามโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดได้