นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นรัวๆ เพียงแค่ 23 วันทำการ ปรับขึ้นมาแล้วถึง 8,200 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันนี้ (23 ม.ค. 69) ราคาปรับขึ้นมารวดเดียว 1,450 บาท ตั้งแต่เปิดตลาด ส่งผลให้เกิดราคานิวไฮใหม่ ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 73,050 บาท ขายออกบาทละ 73,150 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 71,585.52 บาท ขายออกบาทละ 73,950 บาท แม้ขณะนี้ 15.30 น. ราคาจะเริ้มทยอยลงลงเล็กน้อยก็ตาม
นั่นจึงทำให้หลายคนสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้นทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งขึ้นแรงเกินเหตุ
1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- ศึกชิง กรีนแลนด์ : การที่สหรัฐ (ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์) แสดงท่าทีแข็งกร้าวในการเจรจาขอซื้อหรือครอบครองเกาะกรีนแลนด์ จนนำไปสู่ความตึงเครียดกับกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)
- สงครามการค้า US-EU : การขู่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป 100% ทำให้เกิดความกังวลเรื่องสงครามการค้าโลกครั้งใหม่ที่ลามจากจีนมายังฝั่งตะวันตก
2. นโยบายการเงินและการลดดอกเบี้ยของ Fed
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปี 2026 เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว (ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประกาศออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมาก) เมื่อดอกเบี้ยขาลง ค่าเงินดอลลาร์ จึงอ่อนค่าลง และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยมีความน่าสนใจมากขึ้นทันที
3. กระแสการ ตุนทอง ของธนาคารกลางทั่วโลก
เทรนด์การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ยังคงเข้มข้นในปีนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของสหรัฐ
4. พลังซื้อจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและ ชาวคริปโต
ปีนี้จะเห็นปรากฏการณ์การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยนักลงทุนรายย่อยหันมาซื้อทองคำผ่านกองทุน ETF และทองคำแท่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีบางส่วนที่เริ่มแบ่งกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาพักไว้ในทองคำเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
5. ปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลก
ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในมูลค่าของเงินกระดาษ และมองว่าทองคำคือ เงินที่แท้จริง ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว
ข้อมูล เดลินิวส์