กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พัฒนา ฉายาวัฒน์ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.มารุต กาญจนขันธกุล รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ รรท. รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พงศกร โนรี ประจำ (สบ5) บก.ปคม., พ.ต.อ.เถกิงวุฒิ กิตติศุภคุณ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.ศิรเมศร์ เมธีธนวิจิตร์ ผกก.3 บก.ปคม., พ.ต.ท.จักรพันธ์ จันวนา รอง ผกก.3 บก.ปคม. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ รอง ผกก.3 บก.ปคม., พ.ต.ท.เกียรติบดินทร์ วงค์งาม, พ.ต.ท.หญิง พัชราภรณ์ ส่องศรี, พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ นิลมิตร สว.กก.3 บก.ปคม. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปคม.

ร่วมกันจับกุม นายบอส อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5638/2569 ลง 25 กันยายน 2569 โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง, ร่วมกันโฆษณาจัดหางานโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน”
สถานที่จับกุม บริเวณป่าอ้อยท้ายหมู่บ้านใน ต.แสงสว่าง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ส่ง พนักงานสอบสวนกก.3 บก.ปคม. ดำเนินคดี
พฤติการณ์ ผู้เสียหาย 325 คน มูลค่าความเสียหายรวมกัน เป็นเงินจำนวน 26 ล้านบาท มาร้องทุกข์กับ พนักงานสอบสวน บก.ปคม. ได้ถูกบริษัทแห่งหนึ่ง หลอกลวงกล่าวอ้างค่าตอบแทนสูงเพื่อเป็นแรงจูงใจคนหางานเข้ามาสมัคร โดยจะประกาศรับสมัครงานผ่านทางเพจ เฟซบุ๊ก ชื่อ “เกษตรประเทศแคนาดา” โฆษณาชักชวนไปทำงานที่ประเทศแคนาดา และ ประเทศออสเตรเลีย ระบุรายละเอียดงานเกษตรที่ประเทศออสเตรเลียว่ามีที่พักฟรี สิทธิ์แรงงานตามกฎหมาย ทำงานวันละ 8 - 10 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 - 6 วัน และ จะได้รับเงินเดือนประมาณ 80,000 บาท ทำให้กลุ่มคนหางานเกิดความสนใจจึงได้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ไปยังแอดมิน และแจ้งให้ผู้เสียหายแต่ละราย เดินทางไปสมัครงานที่บริษัทดังกล่าวแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

เมื่อผู้เสียหายแต่ละราย เดินทางไปที่บริษัทดังกล่าว กลุ่มของผู้ต้องหา ได้ให้รายละเอียดงานว่าเป็นงานเกษตรกรรมผลผลิตเห็ด ที่ประเทศแคนาดา และ งานเกษตรกรรมผลผลิตองุ่น ที่ประเทศออสเตรเลีย มีรายได้เดือนละประมาณ 96,000 - 130,000 บาท (ไม่รวมค่าล่วงเวลา) และหากเป็นฤดูทำไวน์จะมีรายได้ เพิ่มขึ้นอีกเป็น เดือนละประมาณ 200,000 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง มีห้องพักและประกันสังคมให้ (จ่ายเฉพาะค่าน้ำค่าไฟ) มีบริการยารักษาโรคและโรงพยาบาลขนาดเล็กประจำไร่องุ่น อีกทั้งยังมีบริการ พาส่งไปซื้อของและเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ โดยอ้างว่านายจ้างเป็นชาวต่างชาติ การเดินทางจะใช้เป็นวีซ่าท่องเที่ยวไปก่อนแล้ว และจะเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงาน (Work Permit) ภายหลังเมื่อเดินทางไปถึงประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อสัญญาได้ถึง 5 ปี ผู้เสียหายแต่ละราย หลงเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวสามารถจัดส่งไปทำงานได้จริง โดยจะมี นายวัชระฯ เป็นกรรมการ (ยังหลบหนี) และ นายพสิษฐ์ฯ หรือ นายบอส ซึ่งได้ร่วมกันให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานและแจ้งว่ามีค่าใช้จ่าย เป็นค่าทำวีซ่า จำนวน 9,900 บาท, ค่าดำเนินการต่างๆ 70,000 บาท ความเสียหายต่อรายประมาณ 79,900 บาท มีการนัดหมายให้เดินทางมาอบรมในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 และจะได้เดินทางไปทำงานต่างประเทศในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาจะส่งผู้เสียหายไปทำงาน บริษิทได้ปิดประตูล็อกโซ่ที่ประตูทางเข้า และขนย้ายสิ่งของออกจากบริษัท หลบหนีไป ไม่สามารถติดต่อได้ ต่อมา ผู้เสียหายจึงรวมตัวกันเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว
เหตุเกิดที่ กรุงเทพมหานคร, จังหวัดนนทบุรี, อุทัยธานี, สระบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, นครสวรรค์, ลพบุรี, ชัยนาท, อ่างทอง, สกลนคร, อุดรธานี, ยโสธร, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, อุบลราชานี, ขอนแก่น, นครพนม, ชัยภูมิ, มหาสารคาม, เลย, อำนาจเจริญ, หนองบัวลำภู, พิจิตร, สุโขทัย, ลำปาง, สำพูน, พิษณุโลก, น่าน, เชียงใหม่, เพชรบูรณ์, เชียงราย, ปราจีนบุรี, ระยอง, สระแก้ว, ชลบุรี, นครศรีธรรมราช, สงขลา ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ต่อเนื่องกัน ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ นายวัชระฯ และ นายพสิษฐ์ฯ จากการสืบสวนพบว่า นายวัชระฯ ได้หลบหนีออกไปต่างประเทศ ก่อนที่กลุ่มของผู้เสียหายจะรู้ตัวว่าถูกหลอก
ส่วนนายบอส ทราบว่าบริษัทมีปัญหา จึงได้หลบหนีตลอดมา ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปคม. สืบสวนพบว่า นายพสิษฐ์ฯ หลบหนีมาอยู่ใน ต.แสงสว่าง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี จึงได้เข้าทำการตรวจสอบ เมื่อมาถึงบริเวณดังกล่าว นายพสิษฐ์ฯ เห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าอ้อยท้ายหมู่บ้านใน ต.แสงสว่าง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ชุดสืบสวนของ กก.3 บก.ปคม. ติดตามจับกุมตัวไว้ได้ นำส่ง พนักงานสอบสวนกก.3 บก.ปคม. ดำเนินคดีต่อไป
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ให้การว่า นายวัชระฯ กรรมการบริษัทฯ ที่เป็นเพื่อน ให้มาทำงาน มีหน้าที่แนะนำ ขั้นตอนการสมัครงานให้กับคนหางานที่เข้ามาติดต่อกับบริษัท ได้ค่าจ้างเป็นครั้งคราว สาเหตุที่ตนเองหลบหนี เนื่องจากไม่สามารถติดต่อกับนายวัชระฯ ได้ คิดว่า บริษัทมีปัญหา และประกอบกับทราบว่าตนเองมีหมายจับของศาลแขวงจังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ฉ้อโกง อีกด้วย ระหว่างหลบหนีไม่มีงานทำ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
เตือนภัย ปัจจุบันมิจฉาชีพมักใช้โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ TikTok ในการหลอกลวงคนหางานไปต่างประเทศ โดยแอบอ้างเป็นบริษัทจัดหางานหรือเอเจนซี่ มิจฉาชีพมักใช้ เสนอรายได้สูงเกินจริง สวัสดิการดีเยี่ยม หรืออ้างว่าทำงานสบาย เร่งรัดให้จ่ายเงิน จะอ้างว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น เช่น ค่ามัดจำ, ค่าทำวีซ่า, ค่าตรวจสุขภาพ หรือค่าตั๋วเครื่องบิน โดยให้ “สำรองจ่าย” ล่วงหน้า, อ้างว่าไม่ต้องมีความรู้ภาษา ไม่ต้องใช้ประสบการณ์ หรือไม่ต้องมีวีซ่าทำงาน (ซึ่งเป็นไปได้ยากตามกฎหมาย) และมักอ้างว่ามีเส้นสาย หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ
การตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก กรมการจัดหางาน
เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
1. กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน ที่ doe.go.th/ipd หรือ เข้าไปที่ toea.doe.go.th เพื่อค้นหาข้อมูลบริษัทจัดหางานต่างประเทศ โดยสามารถเช็กได้ทั้งชื่อบริษัท, เลขที่ใบอนุญาต, และสถานะปัจจุบันของบริษัท หรือ
2. สายด่วนกระทรวงแรงงาน: โทร 1506 กด 2 เพื่อสอบถามว่าบริษัทนั้นๆ ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนไปทำงานในประเทศที่แอบอ้างจริงหรือไม่ ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ รอง ผกก.3 บก.ปคม. หมายเลขโทรศัพท์ 0819911864
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ