ตำรวจภาค 2 คลี่คลายคดีปล้นทรัพย์ 37 ล้านบาท ในพัทยา ภายใน 3 วัน ศาลออกหมายจับชาวจีน 5 ราย พบเดินทางออกนอกประเทศ เร่งประสานจีน-ตำรวจสากลติดตามตัว
ตำรวจภาค 2 คลี่คลายคดีปล้นทรัพย์ 37 ล้านบาท ในพัทยา ภายใน 3 วัน ศาลออกหมายจับชาวจีน 5 ราย พบเดินทางออกนอกประเทศ เร่งประสานจีน-ตำรวจสากลติดตามตัว
ข่าวสังคม - โซเชียล

ตำรวจภาค 2 คลี่คลายคดีปล้นทรัพย์ 37 ล้านบาท ในพัทยา ภายใน 3 วัน ศาลออกหมายจับชาวจีน 5 ราย พบเดินทางออกนอกประเทศ เร่งประสานจีน-ตำรวจสากลติดตามตัว

ฟังข่าวนี้

เมื่อ เวลา 11.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ที่ห้องศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) สถานีตำรวจภูธรหนองปรือ จังหวัดชลบุรี ตำรวจภูธรภาค 2 รายงานความคืบหน้าคดีปล้นทรัพย์ชาวต่างชาติภายในบ้านพักหรู พื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 37 ล้านบาท หลังเจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถพิสูจน์ทราบผู้ต้องหาได้ครบ 5 ราย และศาลจังหวัดพัทยาอนุมัติหมายจับแล้วทั้งหมด ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน

การดำเนินคดีอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 โดยสั่งการให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และ สภ.หนองปรือ บูรณาการกำลังเร่งติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 คนร้ายชาย 3 คน สวมชุดดำและปกปิดใบหน้า พร้อมอาวุธปืนและมีด บุกเข้าไปภายในบ้านพักหรู หมู่บ้าน CASCADE BY PATTA ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

คนร้ายใช้อาวุธข่มขู่และทำร้ายร่างกาย ก่อนใช้กุญแจมือควบคุมตัวผู้เสียหาย อายุ 34 ปี สัญชาติตุรกี ซึ่งเป็นผู้เสียหาย รวมถึงพนักงานทำความสะอาดชาวเมียนมา จากนั้นลงมือปล้นทรัพย์สินและหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ

ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายประกอบด้วย เงินดิจิทัลสกุล USDT จำนวน 824,000 USDT เงินสด 210,000 บาท นาฬิกาข้อมือ Rolex จำนวน 5 เรือน และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 37 ล้านบาท

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับคดี จนพบรถยนต์ Toyota Fortuner ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ถูกนำไปจอดทิ้งไว้บริเวณซอยจอมเทียน 9 ก่อนตรวจยึดวัตถุพยานที่เกี่ยวข้องรวม 14 รายการ อาทิ หมวกโม่ง ถุงมือ เสื้อผ้า รองเท้า และบันไดอะลูมิเนียม

ชุดสืบสวนยังขยายผลจากคำให้การของพยานบุคคล ข้อมูล GPS ของรถยนต์ ข้อมูลการเช่าบ้านพักและโรงแรม ประวัติการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย ตลอดจนเปรียบเทียบเครื่องแต่งกายกับสิ่งของที่ตรวจยึดได้ เพื่อเชื่อมโยงพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี

1. MR. A (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเช่ารถและเช่าบ้านให้กลุ่มผู้ก่อเหตุ

2. MR. B (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี

3. MR. C (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี

4. MR. D (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี

5. MR. E (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดยังถือเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม และต้องได้รับการพิสูจน์ความผิดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ศาลจังหวัดพัทยาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ตามหมายจับเลขที่ 570-574/2569 ในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการปล้นทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ การทำอันตรายต่อสิ่งกีดกั้นเพื่อคุ้มครองทรัพย์ การใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิด การทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ การร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางการจีน รวมถึงดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอประกาศตำรวจสากลสีแดง หรือ INTERPOL Red Notice สำหรับติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีไปต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ตำรวจยังเร่งขยายผลติดตามทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย โดยเฉพาะเงินดิจิทัลสกุล USDT และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามนำกลับคืนให้ผู้เสียหาย

ตำรวจภูธรภาค 2 ยืนยันว่าจะเดินหน้าติดตามตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 รายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลตรวจสอบบุคคลและทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ

คดีดังกล่าวเป็นอีกกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับเดินทางออกนอกประเทศไทยแล้ว โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับกระบวนการติดตามตัวและความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การรวบรวมพยานหลักฐานจนศาลออกหมายจับครบทั้ง 5 รายภายในระยะเวลา 3 วัน เป็นความคืบหน้าสำคัญของการสืบสวน ส่วนการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาและการนำทรัพย์สินกลับคืนยังคงเป็นภารกิจที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ