วันนี้ (14 ก.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ หมู่บ้านอารียา โมวา แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ และทีมงานธนกฤตจิตอาสา ได้เดินทางมายังบ้านพักของคุณลุงโชคชัย (ของสงวนนามสุกล) อายุ 84 ปี ผู้เสียหายที่ร้องขอความช่วยเหลือ กรณีถูกผู้กำกับละคร ช่องดังหลอกลวงให้ลงทุนและฉ้อโกง สูญเงินไปกว่า สองล้านบาท พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า คุณลุงอาศัยอยู่กับภรรยาที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พร้อมเปิดตรวจหลักฐาน จึงทราบว่าเหตุดังกล่าวเกิดเมื่อปี 2566 โดยคุณลุงได้ถูกหลอกจากผู้กํากับละครช่องดัง ให้ร่วมลงทุนสร้างละครโทรทัศน์ดังที่ออกอากาศ ทางช่องหลากสี โดยร่วมลงทุนเป็นเงินสองล้านบาท โดยมีหลักฐานตามเอกสารที่ระบุไว้
ภายหลังไม่ได้เงินต้นและกำไรคืน จึงได้มีการเปลี่ยนจากสัญญาร่วมทุนเป็นสัญญากู้ยืม ทั้งยังทราบอีกว่าผู้กำกับคนดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้กำกับโทรทัศน์ แต่เป็นผู้กำกับบางตอน บางส่วน ของละครเท่านั้น นอกจากนั้นยังนำเช็คมาเป็นตัวการันตี แต่เช็คเด้งมาตลอด ซึ่งมีการติดตามทวงถามตลอด แต่ไม่ได้เงินคืน คุณลุงจึงต้องคนแบกรับภาระในการที่จะต้องดูแลภรรยาที่ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องพบแพทย์เป็นประจําเดือนละหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งค่าใช้จา่ยทั้งหมดเป็นเงินที่เก็บสะสมไว้หวังใช้จาายในบั้นปลายของชีวิต แต่กลับตกเป็นเหยื่อ ถูกหลอกให้ลงทุน และฉ้อโกง ระยะเวลาผ่านมาหลายปี ไม่ได้เงินคืน อีกทั้งเช็คที่ให้มาก็เด้งทุกใบ ซึ่งทางคุณลุงไม่อยากให้ผู้กํากับรายนี้ไปหลอกลวงใคร ๆ ได้อีก ด้าน ดร.ธนกฤต เร่งทีมวานรวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย ต่อไป

ดร.ธนกฤตฯ เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากคุณลุง หลังมีการโพสต์เรื่องราวดังกล่าว จึงเดินทางมาพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ โดยเบื้องต้นพบว่ามีเอกสารสัญญา หลักฐานการสนทนา และ เช็คที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเตรียมพาคุณลุงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
ดร.ธนกฤต ระบุว่า จากการพูดคุยกับผู้เสียหาย พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีมีการบ่ายเบี่ยงการคืนเงินมาโดยตลอด และ ยังพบประเด็นเกี่ยวกับสัญญาที่ผู้เสียหายต้องการให้ตรวจสอบ โดยเดิมมีลักษณะเป็นสัญญาร่วมลงทุน แต่ภายหลังกลับมีการส่งสัญญาฉบับใหม่ที่ระบุลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมมาให้ โดยผู้เสียหายระบุว่าไม่เคยมีการพูดคุยตกลงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดดังกล่าวกันมาก่อน
พร้อมฝากถึงคู่กรณีว่า อยากให้เห็นใจคุณลุง ซึ่งมีอายุถึง 85 ปี และ ยังต้องดูแลภรรยาที่ป่วยติดเตียง หากมีข้อเท็จจริงหรือข้อสงสัยใดควรเข้ามาพูดคุยกันให้ชัดเจน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยยืนยันว่าจะนำหลักฐานทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบตามขั้นตอน

ด้านคุณลุงวัย 85 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากมีบุคคลรายหนึ่งเข้ามาชักชวนให้ร่วมลงทุน โดยทำให้ตนเองเข้าใจว่าเป็นผู้จัดละครที่มีความเกี่ยวข้องกับช่องโทรทัศน์ชื่อดัง จึงตัดสินใจนำเงินจำนวน 2 ล้านบาท ไปร่วมลงทุน เนื่องจากส่วนตัวเคยทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์มาก่อน และ อยากมีโอกาสเข้าไปคลุกคลีและสร้างคอนเนคชั่นกับดารา และ คนในวงการละคร
โดย คุณลุงวัย 85 ปี ระบุว่า ในช่วงแรกมองว่าบุคคลดังกล่าวมีความสามารถ อีกทั้งเคยเป็นนักแสดงมาก่อน จึงเชื่อมั่น และ ตัดสินใจลงทุน แต่ภายหลังเมื่อเข้าไปสอบถามกับทางช่อง จึงทราบข้อมูลว่า บุคคลดังกล่าวเป็นเพียงผู้รับจ้างกำกับละครบางตอน ไม่ได้เป็นผู้จัดละครตามที่ตนเองเข้าใจ
เมื่อทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเกิดความสงสัยว่าเงินที่นำไปลงทุนจำนวน 2 ล้านบาทนั้นจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่ตนเองเข้าใจไว้แต่แรกหรือไม่ จึงตัดสินใจขอเงินคืน แต่กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่านำเงินไปใช้ในส่วนอื่นแล้ว และ ยังไม่สามารถคืนเงินให้ได้
คุณลุงเล่าต่อว่า หลังจากโอนเงินไปแล้ว คู่กรณียังเคยมาที่บ้านเพื่อพูดคุย และ ชี้แจงเหตุผลต่างๆ ทำให้ตนเองยังคงรอ และ เชื่อว่าจะได้รับเงินคืน แต่เวลาผ่านไปหลายปี กลับยังไม่ได้รับเงินคืนตามที่ตกลงกัน จนกระทั่งต้องออกมาขอความช่วยเหลือในครั้งนี้

คุณลุงยืนยันว่า เงิน 2 ล้านบาทดังกล่าว เป็นเงินที่เก็บสะสมมาจากการทำงาน และ ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่ภรรยาป่วยติดเตียง และ มีค่าใช้จ่ายในการรักษาและดูแลจำนวนมาก เมื่อรู้ว่าเขาเป็นเพียงผู้รับจ้าง ไม่ได้เป็นผู้จัดตามที่เราเข้าใจ เงิน 2 ล้านบาทที่โอนไป เราก็คิดว่าเขาต้องนำมาคืนเรา เพราะไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก
ทั้งนี้ ผู้เสียหายเตรียมนำเอกสาร และ หลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งสัญญา หลักฐานการโอนเงิน ข้อความสนทนา และ เช็คที่เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป