เมื่อเวลา 06.20 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 สิ้นสุดเหตุการณ์ระทึก หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมบ้านพักของ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ หรือ หมวดโอ๋ รอง สวป.สภ.บางละมุง ซึ่งตกเป็นผู้ก่อเหตุยิงภรรยา ครูเปิ้ล เสียชีวิตภายในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล ตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 9 กันยายน 2569 ต่อเนื่องข้ามคืน รวมเวลานานกว่า 20 ชั่วโมง ก่อนที่เจ้าตัวจะยอมเดินออกจากบ้านและมอบตัวกับตำรวจ
ภายหลังยอมมอบตัว เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ก่อนนำตัวไปสอบสวนที่ สภ.บางละมุงทันที โดยผู้ก่อเหตุไม่ได้พกอาวุธปืนติดตัวออกมา และได้แจ้งเจ้าหน้าที่ถึงจุดที่นำปืนไปวางไว้ภายในบ้าน เพื่อให้ตำรวจเข้าตรวจสอบและเก็บไว้เป็นหลักฐาน
พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เปิดเผยว่า การมอบตัวเกิดขึ้นหลังจาก ส.ต.อ.รชต หรือ โฟล์ค บุตรชายของ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ซึ่งเป็นตำรวจและเดินทางกลับจากพื้นที่ภาคใต้ พยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมบิดาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเวลาประมาณ 06.20 น. ร.ต.ต.ทัศพงษ์ จึงยอมออกจากบ้านและมอบตัวโดยดี ทำให้ปฏิบัติการปิดล้อมที่ดำเนินมาตลอดทั้งคืนยุติลงโดยไม่มีเหตุรุนแรงหรือการสูญเสียเพิ่มเติม
ก่อนที่ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ จะยอมมอบตัว เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์บริเวณบ้านพักอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน โดยระหว่างการปิดล้อม เจ้าหน้าที่ใช้กล้องอินฟราเรดและอุปกรณ์ตรวจการณ์เข้าติดตามความเคลื่อนไหวภายในบ้าน พบว่า ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ยังคงอยู่ภายในบ้านและมีอาวุธปืนอยู่กับตัว
ภาพจากการตรวจการณ์ โดยใช้กล้องอินฟราเรดตรวจสอบภายในบ้าน พบว่า ผู้ก่อเหตุยังคงถืออาวุธปืน มีท่าทีเคร่งเครียด และเคลื่อนไหวอยู่ภายในบ้านเป็นระยะ โดยมีลักษณะเดินสลับนั่ง ไม่มีการตอบรับการเจรจา และไม่ได้ออกมาจากตัวบ้านเพื่อพบเจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจยังคงตรึงกำลังโดยรอบและพยายามหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
ตลอดช่วงเวลาที่ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่พยายามใช้การเจรจาหลายช่องทาง ทั้งการให้ญาติ ผู้ใหญ่ที่ผู้ก่อเหตุให้ความเคารพ และผู้บังคับบัญชาเข้าช่วยพูดคุยเกลี้ยกล่อม แต่ในช่วงแรกยังไม่สามารถโน้มน้าวให้ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ออกจากบ้านได้
มีรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ได้โทรศัพท์ไปหาลูกชายและมีลักษณะเป็นการสั่งเสียภายหลังก่อเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่รอการเดินทางกลับมาของบุตรชายคนโต ซึ่งเป็นตำรวจปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.นราธิวาส เพื่อหวังให้การพูดคุยระหว่างพ่อลูกนำไปสู่การยุติสถานการณ์
ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 9 กันยายน หลังเกิดเหตุและเจ้าหน้าที่ทราบว่า ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ยังอยู่ภายในบ้านพักพร้อมอาวุธปืน ตำรวจได้เข้าตรึงกำลังและปิดล้อมพื้นที่ทันที โดยพยายามใช้การเจรจาเป็นแนวทางหลัก ขณะเดียวกันได้กันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
เมื่อเข้าสู่ช่วงค่ำ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์พัทยาได้จัดตั้งฐานบัญชาการเหตุการณ์ เพื่อสนับสนุนภารกิจของตำรวจ ทั้งระบบไฟส่องสว่างและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขณะที่เมืองพัทยานำรถสุขาเคลื่อนที่เข้ามาอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องตลอดทั้งคืน
ด้านหน่วยปฏิบัติการพิเศษบูรพา 491 หรือหน่วย SWAT ระดมอุปกรณ์พิเศษเข้าพื้นที่ ทั้งเครื่องตรวจจับความร้อน กล้องตรวจการณ์ และโดรน เพื่อเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวภายในบ้านและเตรียมพร้อมหากสถานการณ์จำเป็นต้องยกระดับการปฏิบัติการ
อย่างไรก็ตาม การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความยากลำบากมากขึ้นหลังมีการตัดกระแสไฟฟ้าบริเวณบ้านพัก ขณะที่ตำรวจยังคงเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยพยายามไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย
ช่วงค่ำ นายกองเอก เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) พร้อมด้วย นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.สส.ภ.2 ร่วมติดตามและบัญชาการสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีคำสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการด้วยความรัดกุม
กระทั่งเวลาประมาณ 19.20 น. เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้บ้านเรือนโดยรอบหลายหลังดับไฟ ก่อนส่งกำลังเข้าไปประเมินสถานการณ์และตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ เพื่อเตรียมแนวทางปฏิบัติหากมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมตัว แต่ในเวลานั้นยังไม่มีสัญญาณว่าผู้ก่อเหตุจะยอมออกจากบ้าน
ต่อมาในช่วงเช้ามืดวันที่ 10 กันยายน ส.ต.อ.รชต หรือ โฟล์ค บุตรชายของ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ซึ่งเดินทางกลับจากพื้นที่ภาคใต้และเฝ้ารออยู่บริเวณหน้าบ้านตลอดทั้งคืน ได้พยายามติดต่อพูดคุยกับบิดาอีกครั้ง
ส.ต.อ.รชต ใช้ทั้งโทรศัพท์มือถือและลำโพงพูดเกลี้ยกล่อม ขอให้บิดาออกมาพูดคุยและมอบตัว พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีใครทำร้าย และขอให้บิดาไว้วางใจเจ้าหน้าที่ โดยการพูดคุยดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ช่วงหนึ่ง ส.ต.อ.รชต บอกกับบิดาว่า ทั้งคู่เพิ่งแยกจากกันในช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุ และหลังทราบข่าว ตนซึ่งยังเดินทางไปไม่ถึงฐานที่ตั้งในพื้นที่ภาคใต้ ต้องรีบเดินทางกลับมาหาบิดาทันที
แม้ในระยะแรก ร.ต.ต.ทัศพงษ์ จะยอมรับโทรศัพท์และพูดคุยกับลูกชายเป็นการส่วนตัว แต่ยังไม่ยอมออกจากบ้าน ทำให้ ส.ต.อ.รชต ตัดสินใจขอเข้าไปพูดคุยกับบิดาโดยตรง โดยกำหนดจุดให้ทั้งสองฝ่ายเดินออกมาพบกันคนละครึ่งทาง ภายใต้การควบคุมและรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
การเจรจาระหว่างพ่อลูกดำเนินไปประมาณ 30 นาที ก่อนจะเริ่มเห็นผล เมื่อ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ยอมเดินออกมาจากบ้านในสภาพอ่อนเพลีย โดยไม่มีอาวุธปืนติดตัวทันทีที่ออกมาพบลูกชาย ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ได้เข้าสวมกอด ส.ต.อ.รชต พร้อมร้องไห้ด้วยความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่ตำรวจจะเข้าควบคุมตัวและนำตัวออกจากพื้นที่
จากนั้นเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในบ้านตามที่ผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลเกี่ยวกับจุดที่นำอาวุธปืนไปวางไว้ รวมถึงตรวจสอบรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เพื่อรวบรวมไว้เป็นหลักฐานในคดี
พ.ต.อ.สราวุธ ระบุว่า ผู้ต้องหามีอาการอ่อนเพลียและอยู่ในภาวะเครียด หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ขณะที่สถานการณ์บริเวณบ้านพักกลับเข้าสู่ภาวะปกติและปลอดภัยแล้ว
การมอบตัวของ ร.ต.ต.ทัศพงษ์ ถือเป็นการยุติปฏิบัติการปิดล้อมที่กินเวลาต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 9 กันยายน จนถึงช่วงเช้าวันที่ 10 กันยายน โดยตลอดภารกิจ เจ้าหน้าที่เลือกใช้การเจรจาเป็นแนวทางสำคัญ ก่อนที่ความพยายามของบุตรชายจะสามารถโน้มน้าวให้ หมวดโอ๋ วางอาวุธและออกมามอบตัวได้ในที่สุด